“บุหรี่ไฟฟ้า-บารากู่” ของต้องห้ามในเมืองไทย สบช่อง “ผู้แจ้ง – ผู้จับ” รับทรัพย์เปอร์เซ็นต์นำจับ
หลังมีข่าวในโลกออนไลน์ข้ามฟ้ามาจากอังกฤษ โดยเริ่มจากเว็บ travelweekly ทำสกู๊ปเตือนนักท่องเที่ยวเมืองผู้ดีที่คิดจะมาท่องเที่ยวพักผ่อนที่เมืองไทยแล้วละก็… อย่าริเอาบุหรี่ไฟฟ้าติดตัวมาเป็นอันขาด เพราะนั่นอาจทำให้ติดคุก 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตามมาด้วยเว็บ www.gov.uk ของรัฐบาลอังกฤษ ก็ออกมาให้คำแนะนำคนชาติตัวเองว่า ห้ามอุปกรณ์สูบบุหรี่ที่ใช้ไอน้ำ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือบารากู่ไฟฟ้า เข้ามาในประเทศไทย เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกจับมาแล้วหลายราย
เพราะบุหรี่ไฟฟ้าในอังกฤษถือเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้มีการเลิกสูบบุหรี่ ในปี 2558 ถึงขั้นมีไอเดียจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ เสนอต่อรัฐบาลอังกฤษว่าจะแจก “บุหรี่ไฟฟ้า” กันเลยทีเดียว
แต่ “บุหรี่ไฟฟ้า” เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายไทยทั้ง “ห้ามนำเข้า” และ “ห้ามผ่าน” ในราชอาณาจักร
กรณีนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 12 ธันวาคม 2557 ในยุคของรัฐมนตรีชื่อ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557
โดยที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522
ตามข้อ 4 ให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้สาร สารสกัด หรือสิ่งอื่นใด ที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดควันหรือละอองไอน้ำ เพื่อการสูบแบบบารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งนำเข้ามาพร้อมสินค้าตามวรรคหนึ่งเพื่อใช้ร่วมกัน เป็นสินค้า ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย
เหตุผลของการออกประกาศฉบับดังกล่าวเพราะ……….
“เป็นการสมควรกำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันมิให้มีการนำสินค้าดังกล่าวไปใช้อันก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ สุขอนามัย สังคม ความมั่นคงของประเทศ และความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน”
หากฝ่าฝืนก็จะเจอโทษตาม มาตรา 20 ของพระราชบัญญัติการส่งออก ไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กับให้ ”ริบสินค้า” รวมทั้ง “สิ่งที่ใช้บรรจุ” และ” พาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้า”
นอกจากโทษที่ “จับ – ปรับ” แล้ว ไฮไลท์ของมาตรา 20 คือ อัยการมีสิทธิขอให้ศาลสั่งจ่าย “เงินสินบน” แก่ “ผู้นำจับ” ร้อยละ 30 และร้อยละ 25 ให้ “ผู้จับ” อีกด้วย ตามที่กฎหมายบัญญัติต่อว่า
“ในกรณีที่มีการจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบ และเงินรางวัลแก่ผู้จับร้อยละยี่สิบห้าของจำนวนเงินสุทธิค่าขายของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ หรือในกรณีที่มิได้ริบของกลาง หรือของกลางไม่อาจขายได้ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล”
“ในกรณีที่ไม่มีผู้นำจับให้จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับร้อยละสามสิบของจำนวนเงินสุทธิค่าขายของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ หรือในกรณีที่มิได้ริบของกลางหรือของกลางไม่อาจขายได้ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล”
“ในกรณีที่ผู้นำจับหรือผู้จับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีหลายคน ให้แบ่งจ่ายเงินสินบน หรือเงินรางวัลแก่บุคคลในฝ่ายนั้นคนละเท่า ๆ กัน”
“ในกรณีที่จับของกลางได้ แต่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มี อำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลจากจำนวนเงินสุทธิค่าขายของกลางที่ตก เป็นของแผ่นดิน โดยไม่เกินอัตราที่กำหนดในมาตรานี้”
แต่ทว่า พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ที่บังคับใช้มาแล้ว 36 ปีไม่ทันสมัย
จึงมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งในยุคของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบวาระ 3 ให้พระราชบัญญัติ การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่ ๒) บังคับใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนน 186 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 เสียง
สาระสำคัญที่เพิ่มขึ้นมาจากเมื่อ 36 ปีที่แล้วคือเรื่อง “ห้ามนำผ่านราชอาณาจักร”
กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ให้นิยามคำว่า “นำผ่าน” ไว้ว่า “นำหรือส่งสินค้าผ่านราชอาณาจักรโดยมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ของการขนส่งนอกราชอาณาจักร ไม่ว่าจะมีการพักสินค้า การเปลี่ยนถ่ายยานพาหนะ หรือการเพิ่ม หรือเปลี่ยนภาชนะบรรจุสินค้าในราชอาณาจักรเพื่อประโยชน์ในการขนส่งหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ จะต้องไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ ซึ่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร”
และโทษของการ “นำผ่าน” สินค้าต้องห้ามคือ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 2 เท่าครึ่งของสินค้าที่นำผ่าน หรือทั้งจำทั้งปรับ กับให้ริบสินค้ารวมทั้งสิ่งที่ใช้บรรจุและพาหนะที่ใช้ขนด้วย
เป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 “อภิรดี ตันตราภรณ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง สินค้าต้องห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 อาศัยอำนาจตามมาตรา 5/1 พระราชบัญญัติ การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ฉบับที่ ๒)
โดยปรากฏใน ข้อ 3 ให้สินค้าตามบัญชีท้ายประกาศนี้เป็นสินค้าต้องห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 ซึ่ง 1 ในบัญชีแนบท้ายประกาศลำดับ 3 ก็คือ “บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” นั่นเอง
ดังนั้น เมื่อ “บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” เป็นสิ่งที่กฎหมายไทยระบุว่า “เป็นสินค้าอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค” จึงมีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ลงวันที่ 28 มกราคม 2558 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค(ฉบับที่3) พ.ศ. 2556 ห้ามขายสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ ให้รวมถึงการให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ รวมถึงการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” รวมไปถึง “บารากู่ไฟฟ้า” เป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศไทย
หากเผลอนำเข้ามา หรือ ยืนสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่สนามบินในเมืองไทย อาจเจอ “แจ็กพ็อต” ถูกจับเอาง่ายๆ เพราะหากมีการจับกุมรางวัลสินบนนำจับก็จะตกอยู่กับทั้ง “ผู้แจ้ง” และ “ผู้จับ”
แย่กว่านั้นอาจเป็นช่องให้เกิดการ “รีดไถ” ก็เป็นได้