เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พยากรณ์อากาศวันนี้ (4 ก.ค. 69) ฝนตกหนัก 60-70% ทุกพื้นที่ เตือนคลื่นสูง 2-3 เมตร
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (4 ก.ค. 69) ฝนตกหนัก 60-70% ทุกพื้นที่ เตือนคลื่นสูง 2-3 เมตร
SMEs เซ่นพิษค่าฟีแพลตฟอร์มใหญ่ ต่างชาติฟันกำไร ผู้ค้ายิ่งขายยิ่งเจ๊ง
Tech SMEs เซ่นพิษค่าฟีแพลตฟอร์มใหญ่ ต่างชาติฟันกำไร ผู้ค้ายิ่งขายยิ่งเจ๊ง
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์
Business ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์
ล้างไพ่ประมูลใหม่ไฮสปีด EEC รื้อสัมปทาน PPP-รัฐลงทุนแสนล้าน
Economic ล้างไพ่ประมูลใหม่ไฮสปีด EEC รื้อสัมปทาน PPP-รัฐลงทุนแสนล้าน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.99% อยู่ที่ 62,626 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.99% อยู่ที่ 62,626 เหรียญสหรัฐ
นายกฯ เผยคุยยาว ป.ป.ส. กำชับออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐบาล ย้ำดูทุกมิติ
Politics นายกฯ เผยคุยยาว ป.ป.ส. กำชับออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐบาล ย้ำดูทุกมิติ
‘แอร์สาว’ กระทบภาพลักษณ์การบินไทย หวั่นออสเตรเลียแบนทุบ ‘ฮับการบิน’
Business ‘แอร์สาว’ กระทบภาพลักษณ์การบินไทย หวั่นออสเตรเลียแบนทุบ ‘ฮับการบิน’
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 เปิดแก้ข้อมูลลงทะเบียนถึง 15 ก.ค.นี้ เช็กเงื่อนไข 4 กรณี
HR เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 เปิดแก้ข้อมูลลงทะเบียนถึง 15 ก.ค.นี้ เช็กเงื่อนไข 4 กรณี
“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
Economic “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
News ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
ดูทั้งหมด

ถอดรหัสลงทุน “สไตล์ภัทร” บอกปากต่อปาก เทเลอร์เมดพอร์ต ปั้น Wealth-

25 ส.ค. 2560 | 07:00น.

สัมภาษณ์

สภาวการณ์ที่ตลาดหุ้นไทยยังซบเซาและแกว่งตัวแคบ การบริหารเงินลงทุนก็มีความยากลำบากยิ่งขึ้น การปั๊มผลตอบแทนก็ดูจะตื้อตันไปด้วย แต่หากมีการจัดพอร์ตลงทุนที่ใช่สำหรับตัวเอง ก็จะเป็นโอกาสเพิ่มผลตอบแทนได้

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เล่าให้ฟังว่า แม้ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยแทบจะไม่ขยับไปไหนได้ไกล ทำให้ธุรกิจด้านการบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Wealth Management” ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าจะบอกปากต่อปากกันด้วย

สำหรับภัทรจัดเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม High Net Worth เงินลงทุนตั้งแต่ประมาณ 30 ล้านบาทขึ้นไป (หรือราว 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) และกลุ่ม “คนรุ่นใหม่ที่มีรายได้สูง” (Mass Affluent) ซึ่งมีเงินลงทุนตั้งแต่ 10-20 ล้านบาท ขึ้นไป ลูกค้าต้องการวางแผนเพื่อการเกษียณให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ แม้จะไม่ได้ทำงานแล้ว

“หน้าที่ของเราคือ ให้คำแนะนำการลงทุนแก่ลูกค้า ว่าควรจัดสรรเงินที่มีอย่างไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม บนความเสี่ยงที่พอจะรับได้ โดยเราก็จะวิเคราะห์หลายปัจจัย เช่น ถ้าลูกค้า 1 คน อายุ 50 ปี มีเงิน 100 ล้านบาท อยากมีเงินใช้เดือนละ 2 แสนบาท หลังเกษียณ ภายใต้เงินสมมุติฐานเงินเฟ้อที่ 3% กรณีนี้ถ้าไม่วางแผนให้รัดกุม โดยกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนเพียง 4% ต่อปี หากเวลาผ่านไป จนลูกค้าอายุ 76 ปี ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มสูงกว่าผลตอบแทน ถ้าอายุยืนถึง 99 ปี แม้เงินจะยังพอใช้ แต่ถ้าเทียบเป็นมูลค่าปัจจุบันรวมเงินเฟ้อด้วย ลูกค้ารายนี้จะจนลง แต่ถ้าลองเปลี่ยนสมมุติฐาน ด้วยการขยับเป็น 6% ต่อปี โดยเฉลี่ยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาจะไม่ได้จนลง เมื่อเทียบเงินในอนาคตเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งบริการของเราจะจัดพอร์ตแบบ Tailor-made ที่เหมาะกับลูกค้าเป็นรายคน”

สำหรับการจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้ได้ในระดับที่สูงนั้น จะต้องมีหลายปัจจัย โดยปัจจัยแรก คือ “ระยะเวลาการลงทุน” ซึ่ง “คุณณฤทธิ์” ให้ความเห็นว่า การที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่สูงนัก จำเป็นต้องลงทุนให้ได้ระยะเวลาที่นานเพียงพอ ตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไป แต่หากโจทย์ของนักลงทุน คือ ต้องการผลตอบแทนเฉลี่ยที่ราว 10% ต่อปี ก็อาจจะต้องลงทุนให้ได้ระยะเวลาที่นานกว่าปกติ เช่น ประมาณ 10 ปี ขึ้นไป ซึ่งการลงทุนที่เป็นตัวแทนพอจะเห็น คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่นักลงทุนถูกบังคับให้ถือยาวอัตโนมัติ

ปัจจัยที่ 2 คือ “การจัดสรรเงินลงทุน” หรือ Asset Allocation ที่เหมาะสม ซึ่งพอร์ตของนักลงทุนแต่ละคน จะมีความแตกต่างกัน เพราะปัจจัยทั้ง เงินลงทุนตั้งต้น อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังและเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ จะไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ก็ควรจะใช้วิธีนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินลงทุนที่มีไม่ผันผวนไปตามสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งในตลาด

“การลงทุนระยะยาว สำคัญที่สุดคือ Asset Allocation ซึ่งมีความสำคัญถึง 90% ส่วนปัจจัยอื่น เช่น การเลือกหุ้น เลือกเซ็กเตอร์ หรือการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด (ทำมาร์เก็ตไทม์มิ่ง) มีความสำคัญนิดหน่อย เพราะตามความจริงการทำมาร์เก็ตไทม์มิ่งการันตีความถูกต้องได้น้อยมาก ถ้าทำได้ถูกเกินครึ่ง ก็ถือว่าเก่งแล้ว ดังนั้นในภาพใหญ่ Asset Allocation เป็นเรื่องสำคัญที่สุด”

ทั้งนี้ การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง อาจจะต้องมองหาการลงทุนในตลาดต่างประเทศด้วย เนื่องจากโอกาสการลงทุนจะมีมากกว่าในประเทศ โดยเฉพาะตลาดการเงินที่พัฒนาแล้ว จะมีตราสารการลงทุนให้เลือกหลากหลาย ซึ่งถ้าเป็นหุ้นก็สามารถเลือกธีมลงทุนที่สอดคล้องกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศนั้นเกิดปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นของบริษัทที่ผลิตอาวุธในสหรัฐ ก็จะได้อานิสงส์ เป็นต้น ซึ่ง บล.ภัทร ก็ได้ให้น้ำหนักคำแนะนำ ในการจัดพอร์ตไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มประเทศในยุโรป ที่มีสัญญาณฟื้นตัวบ้างแล้ว ราคาหุ้นก็ถูกกว่าสหรัฐ ดังนั้นจึงน่าสนใจในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า

ส่วนตลาดหุ้นในเอเชียที่น่าจับตาได้แก่ จีน ที่ต้องยอมรับว่าดูดีขึ้น แต่ก็อาจยังมีความกังวลในเรื่องฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ หลังจากที่สินเชื่อเทียบเงินฝากยังอยู่ในสัดส่วนค่อนข้างสูง ขณะที่อินเดียมีความท้าทายเรื่องเงินเฟ้อสูง ส่วนญี่ปุ่น แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะดีขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงหนึ่งไตรมาสจีดีพีสามารถขยับตัวได้ที่ระดับ 1% หากรวมทั้งปีจะเติบโตได้ถึง 4% ถือว่าดีมาก แต่ญี่ปุ่นก็มีความกังวลเรื่องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องติดตามต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนรวมในต่างประเทศที่น่าสนใจหลายรูปแบบ เช่นกองทุนตราสารหนี้ของ PIMCO ที่กระจายลงทุนตราสารต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนเหมือนกับการได้รับดอกเบี้ยลอยตัวตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกองทุนหุ้นในธุรกิจเฮลท์แคร์ เป็นต้น ซึ่งเราจะนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้า ก่อนตัดสินใจลงทุน

ส่วนลงทุนในประเทศ ส่วนตัวมองว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงไม่สดใสนัก เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดี จึงยังไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะให้น้ำหนักสัดส่วนสูง แต่นักลงทุนไทยก็ยังมีความต้องการลงทุนในประเทศอยู่ อย่างน้อยสัดส่วนราว 50% อยู่

ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่คาดหวังจะชนะตลาดที่ซบเซา “คุณณฤทธิ์” แนะนำทิ้งท้ายว่า จะต้อง “ทำความเข้าใจตัวเอง” ให้ดีว่า คุณเป็นนักลงทุนประเภทใด หากเป็นนักลงทุนที่ใช้เทคนิคอล ในการตัดสินใจลงทุน เมื่อหุ้นปรับตัวลงก็ต้องมีจุดขายตัดขาดทุน แต่ถ้าเป็นนักลงทุนหุ้นพื้นฐาน ที่ต้องเจอสถานการณ์หุ้นร่วง ก็ควรจะหาสาเหตุว่าธุรกิจที่ลงทุนได้รับผลกระทบจริงหรือไม่

ซึ่งหากไม่กระทบ อาจจะต้องซื้อเพิ่ม ไม่ใช่การขายตัดขาดทุน เพราะเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี