Sea จับมือสภาเศรษฐกิจโลกพัฒนาทักษะแรงงานรับดิจิทัลดิสรัปต์
Sea group เผยผลสำรวจความเห็น “เยาวชน” ต่อทักษะดิจิทัลที่จำเป็นรับมือยุคดิสรัปต์ ย้ำเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจะพุ่งถึง 240 พันล้านเหรียญสหรัฐในอีก 6 ปีข้างหน้า พร้อมจับมือสภาเศรษฐกิจโลกพัฒนาทักษะแรงงาน 20 ล้านคน ป้อนโลกธุรกิจยุคใหม่
“ดร. สันติธาร เสถียรไทย” Group Chief Economist แห่ง Sea Group กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัล ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจ รายงานจาก กูเกิลและเทมาเส็ก (Google & Tamasek) คาดว่า ยอดมูลค่าสินค้ารวม(Gross Merchandise Value : GMV) ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นเป็น 240 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 จาก 72 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการขับเคลื่อนจากอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มต่างๆ การผสมผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things) จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งส่งผลในวงกว้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการทำงาน อาชีพ ทักษะที่ใช้ และวิถีชีวิตของคนในสังคม ดังนั้นการสร้างความตระหนักรู้และความใจถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีก่อนจะมีการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีไปใช้จริง จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ผลสำรวจทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในเศรษฐกิจดิจิทัลที่ Sea (Group) ร่วมกับสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) สอบถามเยาวชนอายุ 15-35 ปี จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 56,000 คน บนอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มของ Sea (Group) ได้แก่ การีนา และช้อปปี้ พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่เข้าใจถึงความท้าทายของยุค4.0 และความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
โดยเยาวชน 52 % ตอบว่าพวกเขาต้องหมั่นพัฒนาทักษะด้านต่างๆตลอดเวลา เพื่อให้ประสบความสำเร็จในตลาดแรงงานในอนาคต ขณะที่มีเพียง19% คิดว่าทักษะที่มีในปัจจุบันจะเพียงพอสำหรับตลาดแรงงานไปตลอดชีวิต
ที่น่าสนใจคือเมื่อให้เรียงลำดับความสำคัญของทักษะแห่งอนาคตเยาวชนผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม จัดอันดับให้ “ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพเชิงนวัตกรรม” เป็นทักษะที่สำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องมีในอนาคต ตามมาด้วย “ความสามารถด้านภาษา” มากกว่า “ความรู้พื้นฐานด้าน STEM” ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์
นอกจากนี้ “ความต้องการในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ” กลายเป็นสาเหตุสำคัญ ในการย้ายและเปลี่ยนงาน มากกว่า “รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น”
81% ของเยาวชนยังให้ความเห็นว่า “การฝึกงานแบบได้ลงมือทำจริง” สำคัญกว่าการศึกษาพื้นฐานแบบปัจจุบัน และอีกกว่า 50 % ของเยาวชนยังต้องการที่จะทำงานในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น อีกด้วย
ทั้งเยาวชนในอาเซียน ถึง 33 % ต้องการเป็นผู้ประกอบการเอง มีเพียง 8% ที่สนใจจะทำงานในภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เนื่องมีโอกาสพัฒนาทักษะการทำงานที่น้อยกว่าองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อถูกถามถึงภาคธุรกิจที่อยากร่วมงานมากด้วยที่สุด เยาวชนเลือก “เทคโนโลยี” มากที่สุด

Group Chief Economist Sea Group กล่าวว่า พันธสัญญาร่วมกับสภาเศรษฐกิจโลก ในการสร้างทักษะด้านดิจิทัลภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในโครงการ “ASEAN Digital Skills Vision 2020″ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและกลุ่มบริษัทเอกชน ภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อฝึกฝน พัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่แรงงาน 20 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี พ.ศ. 2563 ในช่วง 8 เดือนแรกตั้งแต่ริเริ่มโครงการ “ASEAN Digital Skills Vision 2020” โครงการได้ดำเนินการอบรมบุคลากรในภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 8.9 ล้านคน รวมถึงจัดหาตำแหน่งฝึกงานให้กับแรงงานแล้วกว่า 30,000 คน
“ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับสภาเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง การจัดทำผลสำรวจนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เราและสภาเศรษฐกิจโลกมีอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน ในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะทักษะด้าน ‘Soft Skill’ ที่สำคัญต่อภาคเทคโนโลยี เช่น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะเชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล ที่มีความสำคัญไม่แพ้ทักษะ ‘Hard Skill’ เช่น การโค้ดดิ้ง และความรู้พื้นฐานด้าน STEM ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์”

ปัจจุบัน Sea (Group) ได้ริเริ่มโครงการที่สอดคล้องกับพันธกิจดังกล่าวแล้ว อาทิ ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” โครงการ ‘Shopee Bootcamp’ และ ‘Sea Scholarship’ เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล
ด้าน “จัสติน วู้ด” หัวหน้าฝ่ายเอเชียแปซิฟิก และสมาชิกคณะกรรมการบริหารของสภาเศรษฐกิจโลก กล่าวว่า “ในอนาคต ยากที่จะคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกของเทคโนโลยีบ้าง แต่ที่สำคัญคือ วิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจและการทำงานจะถูก ‘disrupt’ ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงถือเป็นความจำเป็นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องสร้างความตระหนัก รู้เท่าทันเทคโนโลยีให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่มีต่อแรงงานและผู้ประกอบวิชาชีพในภูมิภาค ต้องหารือกันถึงแนวทางการพัฒนาทักษะแรงงานและผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ ปลูกฝังและนำเยาวชนของภูมิภาคสู่การเรียนรู้ในยุคใหม่ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา”