“เมืองไทย” ร่วมทุน 50 ล้าน ตั้งบริษัท “Benix” ตีตลาดลูกค้าประกันกลุ่ม
วิกฤตโลกที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ตลอดจนประสบปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ถือเป็นตัวอย่างประจักษ์พยานของโลกใหม่ หรือที่เรียกว่า “VUCA World” ที่องค์กรและคนในยุคนี้ต้องเผชิญ
วันนี้ทุกธุรกิจทุกองค์กรต้องปรับตัวตลอดเวลา ต้องมีการมองไปข้างหน้าเพื่อเตรียมตัวให้ยืดหยุ่นเพียงพอที่จะอยู่รอดได้หากเกิดวิกฤตอีกครั้ง
โดยมีหัวใจสำคัญคือ “คน” เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร “พนักงาน” ยังเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร
สมัยก่อน “คน” จะมาง้อหางาน วิ่งหาองค์กรดีๆ เพื่อขอให้รับเข้าทำงานเพื่อความมั่นคง แต่สมัยนี้เป็นโลกที่แย่ง “คนเก่ง” และ “คนดี” ซึ่งเป็นโลกที่องค์กรจะต้องทำตัวให้น่าสนใจ เพื่อที่จะได้ดึงดูดคนเก่งๆ เหล่านั้นเข้ามา
และแม้ว่าจะทำได้แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือจะต้อง “เก็บรักษา” คนเก่งๆ ไว้ให้ได้ เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการเก็บรักษาคนได้ ไม่ใช่การให้ “เงินเดือน” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง “Engagement” ซึ่งมีหลายส่วนที่สามารถทำได้ ทั้งสภาพบรรยากาศ หรือวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้พนักงานมีความสุข มีความผูกพัน ผ่านการสร้าง “Benefit”
ทุกวันนี้องค์กรในประเทศไทยจะมีสวัสดิการแผนเดียวใช้กับทุกคน แต่บางองค์กรมีพนักงานมากกว่า 3 เจนเนอเรชั่น และแต่ละเจนเนอเรชั่นมีความต้องการไม่เหมือกันเลย ซึ่งเริ่มจะเห็นกลุ่มองค์กรในประเทศที่พัฒนาแล้วหันไปใช้สวัสดิการที่เรียกว่า “Flexible Benefit” สวัสดิการแบบยืดหยุ่น หรือเลือกได้ คือ มีกรอบ มีงบประมาณ แต่พนักงานเลือกเองว่าอยากจะได้อะไรมาใช้ดูแลตัวเองจากสิ่งที่องค์กรมอบให้

นายสุนทร เด่นธรรม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าบริหาร บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) หรือ HUMAN ผู้ให้บริการโซลูชั่นเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคลและจัดทำเงินเดือนของบริษัทชั้นนำในประเทศไทย ได้ฉายภาพข้างบนก่อนจะเล่าถึงที่มาของการก่อตั้งบริษัท เบนนิกซ์ จำกัด (Benix) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือใบอนุญาตโบรกเกอร์ประกันภัย โดยมีไลเซนส์ขายสินค้าได้ทั้งประกันชีวิต(Life) และประกันวินาศภัย(Non-Life) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะยกระดับการบริหารจัดการสวัสดิการพนักงาน
ตั้งแต่การช่วยค้นหาแบบประกันกลุ่มที่เหมาะสม การให้คำปรึกษา แสวัสดิการแบบ Flexible Benefit โดยเชื่อมต่อกับ Eco-system ด้านสุขภาพ การประกันภัย และการเงินที่ให้ประโยชน์กับพนักงาน รวมถึงการบริหารจัดการสำหรับบริษัทที่ทำ Self-Insured ด้วย โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะดวกรวดแร็ว
โดย Benix เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง 3 บริษัทคือ ฮิวแมนิก้า ถือหุ้น 51% และบริษัท ฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Fuchsia) บริษัทในเครือเมืองไทยกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ ถือหุ้น 24% รวมไปถึงบริษัท ซีเอ็กซ์ เอ กรุ๊ป (CXA Group) อินชัวร์เทคระดับเอเชีย ถือหุ้น 25% โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งหมด 50 ล้านบาท โดยจะเป็นบริษัทแรกในไทยที่บูรณาการกับ HR Platform ของแต่ละองค์กรที่จะเสนอสิ่งที่องค์กรไทยยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการ เพื่อช่วยทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้คาดว่าจะนำร่องจากฐานลูกค้าฮิวแมนิก้าก่อน จากปัจจุบันมีองค์กรทั้งหมดอยู่ 3,000 บริษัท มีพนักงานที่จัดทำเงินเดือนทั้งหมดกว่า 700,000 คน โดยเป็นบริษัทขนาดใหญ่(มีพนักงานเกินหมื่นคน) เกินกว่า 10 แห่ง อาทิ ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล(MINT), ซีเกทเทคโนโลยี โดยฐานลูกค้าของฮิวแมนิก้าจะมีขนาดองค์กรตั้งแต่จำนวนพนักงาน 100 คนไปจนถึงเกือบ 1 แสนคน
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และกรรมการ บริษัท ฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Fuchsia) กล่าวว่า ปัจจุบันสวัสดิการพนักงานแบบ One For All อาจจะไม่ได้แมทซ์กับไลฟ์สไตล์ของทุกคน ซึ่งแพลตฟอร์ม Benix จะสามารถเข้าถึงได้ และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยความต้องของประกันสุขภาพยังมีอยู่ แต่อาจจะไม่พอ ก็สามารถท็อปอัพประกันรายเดี่ยวส่วนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนลดหย่อนภาษี การเกษียณอายุ เป็นต้น
หรือมองในเรื่องการป้องกันโรค(Prevention) ซึ่งวันนี้อย่างลืมว่าธุรกิจประกันไมได้ทำหน้าที่คุ้มครองชีวิตคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น เมืองไทยประกันชีวิต มีเมืองไทยสไมล์คลับ ที่มีกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยทำให้ร่างกายและสุขภาพแข็งแรง ขณะเดียวกันก็มีผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าหรือพนักงานมีส่วนร่วมได้ เช่น หากมีสุขภาพดี (Good Health) เบี้ยประกันก็จะถูกลง อย่างโปรแกรม “เบาหวานเบทเทอร์แคร์” ที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเบี้ยประกันก็จะลดลงไปด้วย
“เนื่องจาก Benix ถือไลเซนส์โบรกเกอร์ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ดังนั้นต่อไปเราจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวในแต่ละเซกเม้นท์ของพนักงานได้ และในฐานะโบรกเกอร์สามารถให้บริการสินค้าได้ทุกค่าย” นายสาระกล่าว
นางโรซาลีน เชา คู ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเอ็กซ์เอ กรุ๊ป(CXA Group) อินชัวร์เทคระดับเอเชีย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มการบริหารจัดการสวัสดิการพนักงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้รวบรวมสถิติการดูแลสุขภาพตั้งแต่การประกันภัย โทรเวชกรรม(Telemedicine) การให้คำปรึกษาโดยสถานพยาบาล ทันตกรรม การตรวจสุขภาพ ไปตลอดจนถึงบริการสุขภาพ เช่น ฟิตเนส อาหารเพื่อสุขภาพ และการรักษาโรค รวมไปถึงการวิเคราะห์ต้นทุนในการดูแลสุขภาพ ซึ่งธุรกิจในฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน มีองค์กรมากมายที่ปรับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับพนักงานมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็ถือว่าปรับตัวเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าองค์กรในไทยควรจัดลำดับความสำคัญในเรื่องผลตอบแทนของพนักงานให้มีความหลากหลายมากขึ้น

นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบนนิกซ์ จำกัด(Benix) กล่าวว่า แพลตฟอร์ม Benix จะเป็นประโยชน์ทั้งบริษัทและลูกจ้าง โดยจากการทำวิจัยประมาณมากกว่า 25% ของบริษัทในไทยไม่รู้การใช้จ่ายงบประมาณไปในเรื่องของสวัสดิการพนักงาน และประมาณ 50% ธุรกิจในไทยรู้ว่าใช้สวัสดิการพนักงานและมีการใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าวสูงถึง 20% นอกจากนั้นอีก 58% รู้ด้วยว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นจะเห็นว่าพนักงานเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการเดินหน้าธุรกิจต่อไป
โดยพนักงานมากกว่า 30% มองว่าสวัสดิการแบบเดิมก็ยังน่าสนใจ แต่ถ้าให้พนักงานจัดสวัสดิการเองได้แบบ “Flexible Benefit” ก็จะดีกว่า โดยทาง Benix จะเข้าไปดำเนินการให้ เพื่อลดความยุ่งยากของบริษัทในการบริหารจัดการ ซึ่งจะต่อเชื่อมโยงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพนักงานได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามคาดว่าปีแรกน่าจะมีลูกค้า(พนักงาน) เข้ามาใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มนี้ราว 50,000 คน จากฐานลูกค้าฮิวแมนิก้า โดยรายได้หลักของ Benix คือค่าคอมมิชชั่นในขายประกันกลุ่ม, ประกันรายเดี่ยว และค่าเซอร์วิสในการบริหารแพลตฟอร์ม
