เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
Economic “ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
Economic เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอคทีฟไลฟ์สไตล์โต
Biz Movement สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอคทีฟไลฟ์สไตล์โต
“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 7.5 แสนล้าน
Economic “ศุภจี” ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 7.5 แสนล้าน
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 950 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 950 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “จำปี” ไม่กระทบไทยโดยตรง จับตาใต้เสี่ยงน้ำท่วม 23-26 ต.ค.
News ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “จำปี” ไม่กระทบไทยโดยตรง จับตาใต้เสี่ยงน้ำท่วม 23-26 ต.ค.
3 กสทช. โต้ เลขาฯ ไม่มีการลบเทปเสียงประชุม ย้ำประชุมพิเศษไม่มี นพ.สรณ ถูกต้องตามกฎหมาย
Tech 3 กสทช. โต้ เลขาฯ ไม่มีการลบเทปเสียงประชุม ย้ำประชุมพิเศษไม่มี นพ.สรณ ถูกต้องตามกฎหมาย
Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
Tech Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
Business เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
SD ‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
ดูทั้งหมด

อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นฉาวไม่เลิก ทางการสั่งสอบระนาว 5 ยักษ์

05 มิ.ย. 2567 | 09:40น.
CAR
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เรื่องราวอื้อฉาวในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นอาจไม่ร้ายแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นกับ “โฟล์คสวาเกน” ในเยอรมนี แต่ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องราวที่ได้รับการเปิดเผยออกมาตั้งแต่ต้นปี อื้อฉาวมากในราวเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังคงลุกลามออกไปไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

เท่าที่มีการ “เปิดโปง” กันออกมา ทำให้เป็นที่รู้กันว่า “โตโยต้า มอเตอร์” ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลก ดำเนินการ ไม่ถูกต้องในกระบวนการทดสอบเพื่อให้การรับรองรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 3 รุ่นของบริษัท

ในทำนองเดียวกัน “ไดฮัทสุ มอเตอร์” ก็บิดเบือนข้อมูลที่เป็นผลการทดสอบความปลอดภัย ส่วน “ฮีโน มอเตอร์” ผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็ให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผิด ๆ ของเครื่องยนต์บางรุ่นที่นำมาใช้กับรถของบริษัท ย้อนหลังไปถึงตั้งแต่เมื่อปี 2003

ล่าสุด เมื่อ 3 มิถุนายน กระทรวงกิจการที่ดิน, สิ่งปลูกสร้าง, คมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว ของญี่ปุ่น ก็แถลงออกมาอย่างเป็นทางการอีกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ 5 บริษัท ซึ่งรวมทั้งบริษัทอย่าง โตโยต้า มอเตอร์ และ ฮอนด้า มอเตอร์ “ยอมรับ” ว่ากระทำความผิดในระหว่างกระบวนการทดสอบความปลอดภัย เช่นเดียวกับอีก 3 บริษัท อย่าง มาสด้า มอเตอร์, ยามาฮ่า มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์

มีรายงานเพิ่มเติมออกมาด้วยว่า ทางกระทรวงสั่งการให้บริษัทต่าง ๆ มากถึง 85 บริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่กับอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น ทั้งผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ให้จัดให้มีการสอบสวนภายในบริษัทของตนเองว่า มีการกระทำใด ๆ อันเป็นการผิดระเบียบ ฝ่าฝืนกฎข้อ
บังคับหรือไม่ในระหว่างกระบวนการยื่นขอรับการรับรองรถรุ่นต่าง ๆ ของบริษัท

ในถ้อยแถลงของกระทรวงระบุว่า การกระทำผิดพลาดดังกล่าวเหล่านั้นถือเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้รถยนต์ และสั่นคลอนรากฐานของระบบการให้การรับรองยานยนต์ของประเทศ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง

บริษัทผู้ผลิตไม่เพียงออกมายอมรับว่า มีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น ยังยอมรับด้วยว่า รถบางรุ่นที่มีปัญหา ยังคงผลิตและจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การระงับการส่งรถยนต์รุ่นที่มีปัญหาออกขาย แล้วก็จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบจากทางกระทรวงเป็นรายบริษัท เริ่มจาก โตโยต้า, ฮอนด้า และบริษัทอื่น ๆ จนครบทั้ง 5 บริษัท จนกว่าจะสามารถยืนยันได้ว่า รถของบริษัทนั้น ๆ มีคุณภาพได้ระดับมาตรฐาน

หลังถ้อยแถลงของกระทรวง ทางโตโยต้า มอเตอร์ ก็ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเช่นกัน ประกาศระงับการขายรถบางรุ่นภายในประเทศ คือ โคโรลล่า ฟิลเดอร์, โคโรลลา แอกซิโอ และยาริส ครอส

ในถ้อยแถลงระบุชัดเจนว่า ในการยื่นคำร้องเพื่อขอการรับรองรถยนต์รุ่นดังกล่าวนี้ ได้มีการให้ “ข้อมูลการทดสอบเกี่ยวกับคนเดินถนน และการให้ความคุ้มครองผู้โดยสารในรถไม่เพียงพอ” โตโยต้ายังยอมรับถึงความผิดพลาดทำนองเดียวกันนี้ว่า เคยเกิดขึ้นกับรถ คราวน์, ไอซิส, เซียนตา และอาร์เอ็กซ์ มาแล้วเช่นกัน เพียงแต่รถรุ่นเหล่านั้นเลิกผลิตไปแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับบริษัทโดยฉับพลัน เพราะไม่สามารถระบายรถออกจำหน่ายได้ รวมถึงความเสียหายจากการต้องจ่ายค่าชดเชยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ทำให้บรรดานักลงทุนพากันเป็นกังวลต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัท ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อผู้ผลิตและแบรนด์ที่เกี่ยวข้อง จนอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำไรในการดำเนินการของบริษัทตามมา

ยิ่งไปกว่านั้น หากการสูญเสียทางการเงินของบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นผลมาจากการรายงานผลการทดสอบการปล่อยไอเสียผิดพลาดดังกล่าวนี้ ทางบริษัทก็เสี่ยงต่อการถูกนักลงทุนเข้าชื่อกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ด้วยอีกต่างหาก

กรณีของ โตโยต้า ฮอนด้า และอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นโดยรวม อาจไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเท่ากับกรณีที่เกิดขึ้นกับวงการรถยนต์ในเยอรมนี เมื่อราว 10 ปีก่อน แต่ก็ต้องถือว่าเกิดขึ้นในส่วนที่ยิ่งนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป เพิ่งประกาศกฎใหม่ กำหนดให้บรรดาบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหลายที่เข้าไปดำเนินกิจการในอียู ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการดำเนินงานทั้งหมด โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีฐานการผลิตอยู่ในอียูหรือไม่ก็ตาม

หมายความว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลาย ไม่เพียงต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเท่านั้น ยังต้องให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวของซัพพลายเออร์ รวมไปถึงของผู้ใช้รถยนต์ที่บริษัทผลิตขึ้นด้วยอีกต่างหาก

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางการญี่ปุ่นต้องออกมา “เอาจริง” กับเรื่องนี้ ก่อนที่ “มาตรฐานญี่ปุ่น” จะถูกทำลายไปนั่นเอง