Skip to content

ทรัมป์หวัง “ชอตสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ในงานอาเซียน บูสต์บารมีเข้าชิง “โนเบล”

08 ต.ค. 2568 | 11:00น.
ทรัมป์หวัง “ชอตสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ในงานอาเซียน บูสต์บารมีเข้าชิง “โนเบล”

ทรัมป์เดินเกมการทูตอีกครั้งในเวทีอาเซียน หวังใช้ “ดีลสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นหมากสำคัญสร้างบท “ผู้นำสันติภาพ” เสริมเส้นทางชิงรางวัลโนเบล ขณะหลายฝ่ายจับตาว่าอาเซียนจะกลายเป็นเวทีคืนชีพบทบาทสหรัฐในภูมิภาคหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีศุลกากรใหม่ และเงื่อนไขห้ามเจ้าหน้าที่จีนร่วมพิธีลงนาม

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ยื่นคำร้องขอให้จัดพิธีลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ปลายเดือนที่จะถึง โดยหวังใช้โอกาสนี้สร้างภาพลักษณ์ในฐานะ “ผู้นำสันติภาพ” เสริมความชอบธรรมในการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2025 มีวาระสำคัญคือการหารือเพื่อลดผลกระทบจาก “ภาษีศุลกากร” ที่รัฐบาลวอชิงตันเพิ่งประกาศบังคับใช้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราระหว่าง 10-40% ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกสำคัญของอาเซียนและอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

ก่อนหน้านี้เกิดเหตุสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ชายแดนตลอด 5 วันช่วงต้นเดือนสิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ก่อนที่จะมีข้อตกลงยุติการยิง โดยมี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ช่วยไกล่เกลี่ย

รายงานระบุว่าทรัมป์ใช้คำพูดข่มขู่ในช่วงนั้นว่า หากทั้งสองประเทศไม่ยุติการสู้รบ เขาจะ “ระงับการเจรจาภาษี” ทั้งหมดกับภูมิภาคอาเซียน นำไปสู่การยอมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพของทั้งสองชาติ

แหล่งข่าวทางการทูต 4 รายในภูมิภาคยืนยันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการให้มี “พิธีลงนามอย่างเป็นทางการ” ระหว่างผู้นำไทย-กัมพูชา ในงานประชุมอาเซียน โดยจะจัดขึ้น “ข้างเวที” การประชุมหลัก เพื่อให้ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะ “ผู้เริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ”

ตั้งเงื่อนไข ขอเวทีไร้เจ้าหน้าที่จีน

สำนักข่าว Politico ของสหรัฐรายงานเพิ่มเติมว่า ทำเนียบขาวได้แจ้งผู้จัดงานว่า การที่ทรัมป์จะเข้าร่วมประชุมอาเซียนจะต้องมี “เงื่อนไข” คือพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว และมีรายงานด้วยว่าฝ่ายสหรัฐขอให้ “ไม่เชิญเจ้าหน้าที่จีน” เข้าร่วมในพิธีนี้

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากฝ่ายมาเลเซียยืนยันว่ายังไม่มีการตั้งเงื่อนไขเป็นทางการ และทุกอย่าง “ยังไม่แน่นอน” โดยต้องรอดูว่ารัฐบาลไทยจะเห็นชอบหรือไม่

ความตึงเครียดชายแดนยังไม่คลี่คลายเต็มที่ แม้จะมีการตกลงหยุดยิงไปแล้ว กองทัพทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายชาตินิยมในทั้งสองประเทศกดดันรัฐบาลของตนไม่ให้ “อ่อนข้อทางดินแดน”

ในขณะเดียวกัน สื่อนอกมองว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตกดดันทางสันติภาพระหว่างประเทศ เพราะเพิ่งเปลี่ยนผู้นำใหม่เป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังรัฐสภามีมติเลือกแทนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกศาลตัดสินให้พ้นตำแหน่งจากกรณีละเมิดจริยธรรมในการพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน เซน ผ่านสายโทรศัพท์หลุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อนุทินได้ประกาศว่าจะ “ยุบสภาภายใน 4 เดือน” เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่และทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

ทรัมป์มุ่งหน้า “เส้นทางโนเบล”

ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อต้นปี 2025 และได้ประกาศต่อสาธารณะหลายครั้งว่า ตนคือ “Peacemaker-in-Chief” หรือ “ผู้นำผู้สร้างสันติภาพ” โดยอ้างว่าได้ยุติความขัดแย้งระดับโลกไปแล้วกว่า 7 จุด และหวังว่าการเป็นเจ้าภาพดีลสันติภาพอาเซียนนี้จะเป็นอีกหมากสำคัญในการชิง “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

นอกจากทรัมป์แล้ว การประชุมอาเซียนปีนี้ยังคาดว่าจะมีผู้นำระดับโลกหลายรายเข้าร่วม ได้แก่ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล และ ซิริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ทำให้เวทีอาเซียนครั้งนี้ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเวทีทางการทูตที่ “ทรงอิทธิพลที่สุดของปี”

เหตุผลที่อันวาร์ยังเชิญทรัมป์

ในอีกบทความหนึ่งของ SCMP ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์ยังคงสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขันในการทำสงครามกับกาซา แต่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังคงยืนยันที่จะเชิญทรัมป์เข้าร่วมประชุม

“อาเซียนต้องแยกอุดมการณ์ออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” อันวาร์ให้เหตุผล

อดีตนายกรัฐมนตรี มหาธีร์ โมฮัมหมัด ซึ่งเป็นทั้งอดีตที่ปรึกษาและคู่แข่งทางการเมืองของอันวาร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เรียกร้องให้ถอนคำเชิญทรัมป์ โดยกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐ “มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์” พร้อมประณามว่า “ผู้นำสหรัฐสนับสนุนอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างเปิดเผย”

ขณะเดียวกัน อันวาร์ตอบกลับว่า การประชุมอาเซียนจะเป็นเวทีสำคัญให้ประเทศในภูมิภาค “แสดงจุดยืนร่วมกัน” ต่อสถานการณ์ในกาซา และย้ำว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนสิทธิมนุษยชนของชาวปาเลสไตน์