‘No Free Lunch’ ยุคทรัมป์ไม่ให้ใครฟรีๆ สหรัฐหวังอะไร ช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐดำเนินการที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักเพื่อพยุงค่าเงินเยน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญระดับโลกของสกุลเงินญี่ปุ่น และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นข้ามพรมแดนจากเยน สหรัฐและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แน่นแฟ้น การที่ญี่ปุ่นถือครองพันธบัตร หุ้น และสินทรัพย์อื่นๆ ของสหรัฐเป็นจำนวนมากเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 100 ล้านล้านบาท) ทำให้ความปั่นป่วนในญี่ปุ่นสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดสหรัฐและประเทศอื่นๆ ได้
สหรัฐและญี่ปุ่นร่วมกันซื้อเงินเยน ดึงค่าเงินเยนกลับจากระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเรียกการกระทำนี้ว่า “สัญญาณแห่งมิตรภาพ” และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์ให้การสนับสนุนพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของอเมริกา
การประสานกันพยุงเงินเยนระหว่างสองพันธมิตรผ่านการแทรกแซงตลาดค่าเงินโดยตรง การประสานงานนโยบายทางการทูต และข้อเสนอเพื่อปกป้องผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ทำให้ค่าเงินเยนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1998 จากที่ 163 เยนต่อดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงและช่องว่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 155-157 เยนต่อดอลล่าร์
นักวิเคราะห์หลายคนหยิบยกวลี No Free Lunch หรือ ไม่มีใครเลี้ยงข้าวกลางวันคุณฟรีมาอธิบายเหตุการณ์นี้
“เรารู้จักบุคลิกของทรัมป์ดี – ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ” โจนาธาน ฟอร์ทูน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศในวอชิงตันกล่าว
นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า แม้การช่วยเหลือญี่ปุ่นครั้งนี้มีผลประโยชน์หลายประการ รวมถึงการรักษาสัญญาการลงทุนในโครงการของสหรัฐมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ของญี่ปุ่น และการแสวงหาข้อตกลงเพิ่มเติมในการเจรจาการค้า
แต่เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้สหรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือญี่ปุ่นในการเข้าซื้อเงินเยนเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา มาจากสัญญาณความกังวลอย่างต่อเนื่องของเบสเซนต์ เกี่ยวกับแรงกระเพื่อมจากญี่ปุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 1 พันล้านล้านบาท)
เน้นย้ำความผูกพันทางการเงินที่แนบแน่น การเข้าแทรกแซงของสหรัฐ ช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการเงินให้กับความพยายามของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปแล้วในปีนี้เพื่อพยายามพยุงค่าเงินเยน จนถึงขณะนี้ การเข้าแทรกแซงของญี่ปุ่นยังคงมีผลจำกัด และสร้างความกังวลว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากเพื่อนำเงินมาใช้แทรกแซงเพิ่มเติม ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการถือครองมากกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 36 ล้านล้านบาท)
การขายพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐอาจทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้นในที่สุด ผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หรือบอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
ในโพสต์เมื่อ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เบสเซนต์โยงความสัมพันธ์ไปยังหลักทรัพย์ของสหรัฐโดยเน้นย้ำถึงกลไกที่ญี่ปุ่นสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการขายพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐในยามที่ต้องแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินเยน ซึ่งนับว่าความสำคัญเนื่องจากญี่ปุ่นคือผู้ถือครองหนี้สาธารณะของสหรัฐรายใหญ่ที่สุด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐแสดงจุดยืนชัดเจนว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี คือดัชนีชี้วัดสำคัญยิ่งของเขา ซึ่งอัตราผลตอบแทนดังกล่าวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินพอดี
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนส่งผลต่อสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค เรียกได้ว่า สร้างผลกระทบลูกโซ่ในเอเชีย เช่น วอนเกาหลี การอุ้มค่าเงินเยนจึงช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียต้องเผชิญแรงกดดันหนักจนต้องขายทุนสำรองดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินของตนเอง
จอห์น บรอมเฮด นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุว่า การหนุนค่าเงินเยนถือเป็นเบี้ยประกันภัยที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำสำหรับสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ต้นทุนที่คุ้มค่า
รัฐมนตรีการคลังสหรัฐเคยแสดงความกังวัลก่อนหน้านี้ โดยความผันผวนในตลาดญี่ปุ่นเป็นที่จับตามองของเจ้าหน้าที่สหรัฐมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อเบสเซนต์เคยระบุว่าการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้น
“การปกป้องบอนด์ยีลด์ หรือผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐจากการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าเกมการเมืองระหว่างประเทศบางอย่าง” ชาร์ลส์ ลิชฟิลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจของสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง สาขากิจการระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตันกล่าว
การไหลเวียนการค้าที่สำคัญ อีกด้านหนึ่งของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าคือเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้ส่งออกชาวอเมริกัน เนื่องจากทำให้สินค้าอเมริกันมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ และอาจทำให้ผู้ส่งออกชาวญี่ปุ่นได้เปรียบในการแข่งขันในสหรัฐ โดยข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 1.46 แสนล้านดอลลาร์และส่งออกไปประมาณ 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์
อีกทั้งการลงทุนที่ให้คำมั่นไว้ ญี่ปุ่นกำลังเตรียมที่จะปรับปรุงเอกสารด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ 3 ฉบับในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผลักดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้เกินกว่าเป้าหมายปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้ว่าสหรัฐจะเคยเรียกร้องหลายต่อหลายครั้งให้พันธมิตรองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) และพันธมิตรรายอื่น ๆ ให้ออกเงิน 3.5% ของจีดีพี ไปใช้กับด้านการป้องกันประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า สหรัฐยังไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยตรงกับญี่ปุ่นแต่อย่างใด
สำหรับแพ็กเกจการลงทุนมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ซึ่งญี่ปุ่นได้ตกลงไว้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเพื่อแลกกับการปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐนั้น การลงนามในโครงการต่าง ๆ กลับมีความคืบหน้าที่ค่อนข้างช้า หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นคือ โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติมูลค่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัท ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป (SoftBank Group Corp.)
ความร่วมมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหรัฐในการเร่งรัดข้อผูกพันทั้งหลายเหล่านั้น ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมว่า
ลิชฟิลด์ จากสภาแอตแลนติกกล่าวอีกว่า หากต้องการให้ญี่ปุ่นลงทุนในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีความสามารถทางการเงินที่จะทำเช่นนั้นได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากหากค่าเงินเยนอ่อนเกินไป
ความท้าทายด้านการคลังของญี่ปุ่น ความพยายามในการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด สาเหตุสำคัญที่ทำให้เยนดิ่งลงอย่างหนักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานะทางการคลังญี่ปุ่น ซึ่งได้แก่ภาระหนี้สินมหาศาล ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลดภาษีและการใช้จ่าย โดยญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะรวมขนาดใหญ่กว่าระบบเศรษฐกิจถึงกว่าสองเท่า ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประเทศใหญ่ทั้งหมด
แรงกดดันต่อฐานะการคลังของญี่ปุ่นกำลังรุนแรงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นในขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังพยายามช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนให้รับมือกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน ทำให้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีก
ตลาดที่เชื่อมโยงถึงกัน ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นได้เป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่ต่ำมาก แม้กระทั่งติดลบ ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลปริมาณมหาศาล โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันผู้กำหนดนโยบายได้เริ่มทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ความอ่อนแอของค่าเงินเยนจะยังคงเกิดต่อไป ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นยังคงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมาก โดยในสหรัฐนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับระหว่าง 3.5% ถึง 3.75% แม้ว่าเฟดจะยังไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจยิ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศกว้างขึ้นไปอีก
ประการสุดท้าย ดอลล่าร์และเยนควรผูกพันกันไว้ ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินดอลลาร์คือสกุลเงินทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และเป็นเข้าไปมีส่วนเกือบทั้งหมดถึง 90% ของการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาทิ ดอลล่าร์ต่อเยน ดอลล่าร์ต่อยูโร) ขณะที่เงินเยนก็เป็นผู้เล่นสำคัญเช่นกัน โดยเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากเป็นอันดับสาม รองจากเงินยูโร ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements) ระบุว่า ส่วนแบ่งการซื้อขายทั่วโลกของเงินเยนนำหน้าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ เงินฟรังก์สวิส และเงินหยวนของจีนอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งเบสเซนต์ และ คาตายามะกล่าวตรงกันว่าอาจใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อพยุงค่าเงินเยนหากจำเป็น
อ้างอิง :