เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
สทนช.ทุ่ม 2.1 หมื่นล้าน ปั้น ‘ห้วยหลวงโมเดล’ แก้ท่วม-แล้ง ครอบคลุมพื้นที่ 3 แสนไร่
Economic สทนช.ทุ่ม 2.1 หมื่นล้าน ปั้น ‘ห้วยหลวงโมเดล’ แก้ท่วม-แล้ง ครอบคลุมพื้นที่ 3 แสนไร่
ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดแคมเปญรับวันแม่ “ICONSIAM & ICS HAPPY MOTHER’ S DAY”
Business ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดแคมเปญรับวันแม่ “ICONSIAM & ICS HAPPY MOTHER’ S DAY”
‘No Free Lunch’ ยุคทรัมป์ไม่ให้ใครฟรีๆ สหรัฐหวังอะไร ช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน
World ‘No Free Lunch’ ยุคทรัมป์ไม่ให้ใครฟรีๆ สหรัฐหวังอะไร ช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน
ออนิกซ์ฯชู ‘Event Tourism’ ดันพัทยาเที่ยวได้ตลอดปี รับกระแส Pattaya Marathon 2026
Business ออนิกซ์ฯชู ‘Event Tourism’ ดันพัทยาเที่ยวได้ตลอดปี รับกระแส Pattaya Marathon 2026
‘ชัชชาติ’ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลาง เช็กวุ่นคุณสมบัติผู้รับเหมาชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์
Economic ‘ชัชชาติ’ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลาง เช็กวุ่นคุณสมบัติผู้รับเหมาชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์
เปิดตัว ‘Quantum Club Thailand’ เดินหน้า 4 พันธกิจ ผลักดันไทยสู่เวที ‘ควอนตัม’ โลก
Tech เปิดตัว ‘Quantum Club Thailand’ เดินหน้า 4 พันธกิจ ผลักดันไทยสู่เวที ‘ควอนตัม’ โลก
อำเภอดอยหลวงเตือนประชาชนริมน้ำบง เร่งยกของขึ้นที่สูง รับมวลน้ำหลากทะลักท่วมบ้านเรือน-พื้นที่เกษตร
News อำเภอดอยหลวงเตือนประชาชนริมน้ำบง เร่งยกของขึ้นที่สูง รับมวลน้ำหลากทะลักท่วมบ้านเรือน-พื้นที่เกษตร
ก.ล.ต. เล็งเพิ่ม “สลาก ธอส.” เป็นทางเลือกลงทุนสำหรับกองทุน
Finance ก.ล.ต. เล็งเพิ่ม “สลาก ธอส.” เป็นทางเลือกลงทุนสำหรับกองทุน
ธรรมนัส สยบข่าวลือดีลโมร็อกโก ไม่เคยคุย “ส้ม-แดง” ชี้การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน
Politics ธรรมนัส สยบข่าวลือดีลโมร็อกโก ไม่เคยคุย “ส้ม-แดง” ชี้การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน
ดูทั้งหมด

‘No Free Lunch’ ยุคทรัมป์ไม่ให้ใครฟรีๆ สหรัฐหวังอะไร ช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน

04 ส.ค. 2569 | 13:45น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐดำเนินการที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักเพื่อพยุงค่าเงินเยน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญระดับโลกของสกุลเงินญี่ปุ่น และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นข้ามพรมแดนจากเยน สหรัฐและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แน่นแฟ้น การที่ญี่ปุ่นถือครองพันธบัตร หุ้น และสินทรัพย์อื่นๆ ของสหรัฐเป็นจำนวนมากเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 100 ล้านล้านบาท) ทำให้ความปั่นป่วนในญี่ปุ่นสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดสหรัฐและประเทศอื่นๆ ได้

สหรัฐและญี่ปุ่นร่วมกันซื้อเงินเยน ดึงค่าเงินเยนกลับจากระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเรียกการกระทำนี้ว่า “สัญญาณแห่งมิตรภาพ” และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์ให้การสนับสนุนพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของอเมริกา

การประสานกันพยุงเงินเยนระหว่างสองพันธมิตรผ่านการแทรกแซงตลาดค่าเงินโดยตรง การประสานงานนโยบายทางการทูต และข้อเสนอเพื่อปกป้องผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ทำให้ค่าเงินเยนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1998 จากที่ 163 เยนต่อดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงและช่องว่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 155-157 เยนต่อดอลล่าร์

นักวิเคราะห์หลายคนหยิบยกวลี No Free Lunch หรือ ไม่มีใครเลี้ยงข้าวกลางวันคุณฟรีมาอธิบายเหตุการณ์นี้

“เรารู้จักบุคลิกของทรัมป์ดี – ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ” โจนาธาน ฟอร์ทูน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศในวอชิงตันกล่าว

นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า แม้การช่วยเหลือญี่ปุ่นครั้งนี้มีผลประโยชน์หลายประการ รวมถึงการรักษาสัญญาการลงทุนในโครงการของสหรัฐมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ของญี่ปุ่น และการแสวงหาข้อตกลงเพิ่มเติมในการเจรจาการค้า

แต่เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้สหรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือญี่ปุ่นในการเข้าซื้อเงินเยนเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา มาจากสัญญาณความกังวลอย่างต่อเนื่องของเบสเซนต์ เกี่ยวกับแรงกระเพื่อมจากญี่ปุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 1 พันล้านล้านบาท)

เน้นย้ำความผูกพันทางการเงินที่แนบแน่น การเข้าแทรกแซงของสหรัฐ ช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการเงินให้กับความพยายามของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปแล้วในปีนี้เพื่อพยายามพยุงค่าเงินเยน จนถึงขณะนี้ การเข้าแทรกแซงของญี่ปุ่นยังคงมีผลจำกัด และสร้างความกังวลว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากเพื่อนำเงินมาใช้แทรกแซงเพิ่มเติม ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการถือครองมากกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 36 ล้านล้านบาท)

การขายพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐอาจทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้นในที่สุด ผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หรือบอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

ในโพสต์เมื่อ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เบสเซนต์โยงความสัมพันธ์ไปยังหลักทรัพย์ของสหรัฐโดยเน้นย้ำถึงกลไกที่ญี่ปุ่นสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการขายพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐในยามที่ต้องแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินเยน ซึ่งนับว่าความสำคัญเนื่องจากญี่ปุ่นคือผู้ถือครองหนี้สาธารณะของสหรัฐรายใหญ่ที่สุด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐแสดงจุดยืนชัดเจนว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี คือดัชนีชี้วัดสำคัญยิ่งของเขา ซึ่งอัตราผลตอบแทนดังกล่าวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินพอดี

ความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนส่งผลต่อสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค เรียกได้ว่า สร้างผลกระทบลูกโซ่ในเอเชีย เช่น วอนเกาหลี การอุ้มค่าเงินเยนจึงช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียต้องเผชิญแรงกดดันหนักจนต้องขายทุนสำรองดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินของตนเอง

จอห์น บรอมเฮด นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุว่า การหนุนค่าเงินเยนถือเป็นเบี้ยประกันภัยที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำสำหรับสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ต้นทุนที่คุ้มค่า

รัฐมนตรีการคลังสหรัฐเคยแสดงความกังวัลก่อนหน้านี้ โดยความผันผวนในตลาดญี่ปุ่นเป็นที่จับตามองของเจ้าหน้าที่สหรัฐมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อเบสเซนต์เคยระบุว่าการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้น

“การปกป้องบอนด์ยีลด์ หรือผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐจากการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าเกมการเมืองระหว่างประเทศบางอย่าง” ชาร์ลส์ ลิชฟิลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจของสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง สาขากิจการระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตันกล่าว

การไหลเวียนการค้าที่สำคัญ อีกด้านหนึ่งของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าคือเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้ส่งออกชาวอเมริกัน เนื่องจากทำให้สินค้าอเมริกันมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ และอาจทำให้ผู้ส่งออกชาวญี่ปุ่นได้เปรียบในการแข่งขันในสหรัฐ โดยข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 1.46 แสนล้านดอลลาร์และส่งออกไปประมาณ 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์

อีกทั้งการลงทุนที่ให้คำมั่นไว้ ญี่ปุ่นกำลังเตรียมที่จะปรับปรุงเอกสารด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ 3 ฉบับในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผลักดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้เกินกว่าเป้าหมายปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้ว่าสหรัฐจะเคยเรียกร้องหลายต่อหลายครั้งให้พันธมิตรองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) และพันธมิตรรายอื่น ๆ ให้ออกเงิน 3.5% ของจีดีพี ไปใช้กับด้านการป้องกันประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า สหรัฐยังไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยตรงกับญี่ปุ่นแต่อย่างใด

สำหรับแพ็กเกจการลงทุนมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ซึ่งญี่ปุ่นได้ตกลงไว้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเพื่อแลกกับการปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐนั้น การลงนามในโครงการต่าง ๆ กลับมีความคืบหน้าที่ค่อนข้างช้า หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นคือ โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติมูลค่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัท ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป (SoftBank Group Corp.)

ความร่วมมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหรัฐในการเร่งรัดข้อผูกพันทั้งหลายเหล่านั้น ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมว่า

ลิชฟิลด์ จากสภาแอตแลนติกกล่าวอีกว่า หากต้องการให้ญี่ปุ่นลงทุนในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีความสามารถทางการเงินที่จะทำเช่นนั้นได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากหากค่าเงินเยนอ่อนเกินไป

ความท้าทายด้านการคลังของญี่ปุ่น ความพยายามในการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด สาเหตุสำคัญที่ทำให้เยนดิ่งลงอย่างหนักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานะทางการคลังญี่ปุ่น ซึ่งได้แก่ภาระหนี้สินมหาศาล ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลดภาษีและการใช้จ่าย โดยญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะรวมขนาดใหญ่กว่าระบบเศรษฐกิจถึงกว่าสองเท่า ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประเทศใหญ่ทั้งหมด

แรงกดดันต่อฐานะการคลังของญี่ปุ่นกำลังรุนแรงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นในขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังพยายามช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนให้รับมือกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน ทำให้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีก

ตลาดที่เชื่อมโยงถึงกัน ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นได้เป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่ต่ำมาก แม้กระทั่งติดลบ ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลปริมาณมหาศาล โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันผู้กำหนดนโยบายได้เริ่มทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ความอ่อนแอของค่าเงินเยนจะยังคงเกิดต่อไป ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นยังคงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมาก โดยในสหรัฐนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับระหว่าง 3.5% ถึง 3.75% แม้ว่าเฟดจะยังไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจยิ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศกว้างขึ้นไปอีก

ประการสุดท้าย ดอลล่าร์และเยนควรผูกพันกันไว้ ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินดอลลาร์คือสกุลเงินทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และเป็นเข้าไปมีส่วนเกือบทั้งหมดถึง 90% ของการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาทิ ดอลล่าร์ต่อเยน ดอลล่าร์ต่อยูโร) ขณะที่เงินเยนก็เป็นผู้เล่นสำคัญเช่นกัน โดยเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากเป็นอันดับสาม รองจากเงินยูโร ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements) ระบุว่า ส่วนแบ่งการซื้อขายทั่วโลกของเงินเยนนำหน้าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ เงินฟรังก์สวิส และเงินหยวนของจีนอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งเบสเซนต์ และ คาตายามะกล่าวตรงกันว่าอาจใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อพยุงค่าเงินเยนหากจำเป็น

อ้างอิง :