‘บิตคอยน์’ ร่วงไม่หยุด หลังจีนล้างบางคริปโทเคอร์เรนซี

บิตคอยน์
คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

หลังกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา “บิตคอยน์” คริปโทเคอร์เรนซีใหญ่ที่สุดในตลาด ตกอยู่ในสภาพถูกกระหน่ำทุบจนร่วงลงไม่หยุดหย่อน

ถึงวันที่ 24 พ.ค. มูลค่าของบิตคอยน์ร่วงลงมาเกือบ 50% จากจุดพีกสุดที่เป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ วันศุกร์ที่ 21 พ.ค. ร่วงลง 10% พอถึงวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค. ร่วงต่ออีก 17%

มูลค่าของบิตคอยน์เคยรูดลงถึงระดับต่ำสุดที่ 30,000 ดอลลาร์ ก่อนกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงผันผวนในแนวดิ่งลงเป็นหลักเรื่อยมา

สกุลเงินคริปโทอื่น ๆ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน อย่างเช่น อีเทอเรียม ร่วงลง 38% ใน 7 ช่วงการซื้อขายที่ผ่านมา

หลายคนอาจนึกถึงทวีตของ “อีลอน มัสก์” ที่ประกาศว่า “เทสลา” จะไม่รับชำระเงินเป็นบิตคอยน์ เพราะสิ้นเปลืองพลังงานสูงมาก แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหาใหญ่ของบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีทั้งหลาย นั่นคือ บรรดารัฐบาล หรือหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน การธนาคารของประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พยายามนำสินทรัพย์นี้เข้ามาอยู่ในความควบคุมให้ได้นั่นเอง

18 พ.ค. ธนาคารกลางของจีนออกแถลงการณ์เตือนว่า กำลังเตรียมกวาดล้างอุตสาหกรรมรับจ้างขุดบิตคอยน์ในจีน ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของซัพพลายบิตคอยน์สูงถึงราว 70% ของทั้งโลก ต่อด้วยการแสดงความคิดเห็นของ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ที่ย้ำว่า คริปโทเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ ถึง 20 พ.ค. ปรากฏรายงานข่าวว่า สหรัฐอเมริกากำหนดให้รายงานการซื้อขายหรือถ่ายโอนเงินคริปโตใด ๆ ที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป เพื่อ “เรียกเก็บภาษี”

สุดท้ายเมื่อ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อทางการจีนออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังตามคำเตือนก่อนหน้านี้ บรรดาบริษัทรับจ้างขุดคริปโทเคอร์เรนซีในจีน รวมทั้งรายใหญ่อย่าง “หั่วปี้ มอลล์” (Huobi Mall) และบีทีซี (BTC.TOP) ประกาศระงับกิจการขุดบิตคอยน์ในจีน พร้อมคืนเงินให้กับผู้ว่าจ้างที่ยังไม่ได้เริ่มขุดให้แบบเต็มจำนวน

“บ็อบบี ลี” ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบัลเลต์ ผู้ให้บริการคลังเก็บคริปโท บอกว่า บรรดากฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ที่ผู้กำกับดูแลของจีนกำหนดออกมาแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้มากขึ้น ต้องการผลในทางปฏิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

นักวิเคราะห์อีกหลายคนเห็นด้วยและชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวของจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการเข้าไปควบคุม และต้องการให้คริปโทเคอร์เรนซีเข้าไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารประชาชนแห่งจีน (พีบีโอซี) หรือธนาคารกลางของจีนนั่นเอง

“แมทท์ มัลลีย์” หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์การตลาดของมิลเลอร์ โทบัค พลัส บอกกับบลูมเบิร์กว่าปัญหาเรื่องขุดคริปโท หรือเรื่องใช้พลังงานสูงกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ปัญหาหลักของจีน แต่การกวาดล้างใหญ่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเข้าไปควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในตลาดในประเทศมากกว่า และส่งสัญญาณชัดเจนว่า จีนไม่มีวันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกของคริปโทเคอร์เรนซีแน่นอน หากคริปโททั้งหลายไม่ได้อยู่ในความ
ควบคุมของพีบีโอซี


นั่นหมายความว่า สภาวะผันผวนรุนแรงของบิตคอยน์และคริปโทสกุลอื่น ๆ จะยังคงอยู่ต่อไป

ในขณะที่ “อีลอน มัสก์” ก็แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ตลาดบิตคอยน์หรือคริปโทอื่น ๆ สามารถพลิกคว่ำคะมำหงายได้ง่าย ๆ ด้วยข้อความไม่กี่ประโยคในทวิตเตอร์

เจย์ แฮทฟีลด์ ซีอีโอของอินฟราสตรักเจอร์ แคปิตอล แอดไวเซอร์ ในนิวยอร์ก เตือนว่า ที่ผ่านมานักลงทุนประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงานกำกับดูแลของภาครัฐต่ำเกินไป ในขณะที่รัฐบาล ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา หรือในจีน ต้องพยายามป้องกัน “การผูกขาดสกุลเงิน” ของตนอย่างเต็มที่

และที่ผ่านมา อาจเป็นเพียงแค่ “หนังตัวอย่าง” เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ