การสอบสวนคดีฆาตกรรมใช้เวลานานถึง 46 ปี กระทั่งเทคโนโลยีตรวจ DNA ช่วยให้คำตอบได้ในที่สุด
วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอเมริกัน รัฐเพนซิลเวเนีย จับกุม เดวิด ซิโนโพลี วัย 68 ปี ผู้สังหาร น.ส.ลินดี ซูว์ บีกเลอร์ ด้วยการใช้มีดทำครัวจ้วงแทงถึง 19 ครั้ง ในเหตุการณ์เมื่อ 46 ปีก่อน โดยอาศัยหลักฐานดีเอ็นเอในถ้วยกาแฟที่ถูกทิ้งมาคลี่คลายคดี
คดีนี้ผู้ตายคือ น.ส.ลินดี ซูว์ บีกเลอร์ อายุ 19 ปี ถูกพบร่างเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1975 (พ.ศ. 2518) ที่อพาร์ตเมนต์ของหญิงสาว อาศัยอยู่กับคนรักที่เพิ่งแต่งงานกัน ที่เมืองแมเนอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย
เจ้าหน้าที่พบคราบเลือดตั้งแต่บริเวณโถงทางเข้ากระจายบนพรม ระหว่างห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหาร ส่วนร่างของสาวบีกเลอร์ นอนหงายและมีเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และที่คอด้านซ้ายมีมีดทำครัวปักอยู่
เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการเขตแลงแคสเตอร์ และกรมตำรวจเมืองแมเนอร์ แถลงเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2022 ว่าเจ้าหน้าที่จับกุม นายเดวิด ซิโนโพลี วัย 68 ปี จากเขตแลงแคสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ในข้อหาฆาตกรรม และมีกำหนดขึ้นศาลวันที่ 25 ก.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ ทางการติดตามนายซิโนโพลี ผู้ต้องสงสัย ซึ่งอาศัยอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์สี่ยูนิตเดียวกันกับบีกเลอร์ กระทั่งได้รับ DNA ของชายคนนี้จากถ้วยกาแฟที่เขาใช้และทิ้งลงในถังขยะก่อนขึ้นเครื่องบิน ขณะตามไปสืบที่สนามบินนานาชาติฟิลาเดลเฟีย
จากนั้นผู้ตรวจสอบได้จับคู่ DNA ของนายซิโนโพลี กับตัวอย่างที่เก็บจากชุดชั้นในของ น.ส.บีกเลอร์ ซึ่งตรงกัน เป็นการปิดคดีที่สืบสวนกันยาวนานเป็นเวลา 46 ปี
เจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจ แต่หลักฐานในที่เกิดเหตุชี้ให้เห็นว่าหญิงสาวอาจโดนล่วงละเมิดทางเพศ เพราะถูกพบในสภาพที่กางเกงยีนส์ถูกปลดซิปและเผยให้เห็นชุดชั้นใน อีกทั้งพบคราบอสุจิที่พิสูจน์ว่าเป็นของนายซิโนโพลี

เพนน์ไลฟ์ รายงานว่า ผู้ต้องสงสัยอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตแลงแคสเตอร์นับตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรม โดยทำงานที่บริษัทการพิมพ์มากกว่า 40 ปี
เฮเธอร์ อดัมส์ อัยการเขตแลงแคสเตอร์ แถลงว่า “นี่เป็นการแสวงหาความยุติธรรมอย่างไม่สิ้นสุดสำหรับ ลินดี ซูว์ บีกเลอร์ และโดยสัตย์จริง หากไม่มีดีเอ็นเอนั้น ฉันไม่รู้ว่าเราจะคลี่คลายคดีนี้ได้”
อดัมส์ยังกล่าวอีกว่า คดีของบีกเลอร์เป็นการสืบสวนคดีฆาตกรรมยาวนานที่สุดในเขตแลงแคสเตอร์ หลังจากความพยายามไร้ผลเป็นเวลาหลายปี การชี้นำที่ผิดพลาดทำให้ผู้สืบสวนสับสน ผู้คนหลายสิบคนได้รับการเคลียร์ข้อสงสัยโดยการทดสอบกรุ๊ปเลือด การตรวจดีเอ็นเอ หรือหลักฐานอื่น ๆ

อดัมส์ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ลินดี ซูว์ บีกเลอร์ อยู่ในใจของหลาย ๆ คนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และแน่นอนผู้บังคับใช้กฎหมายไม่เคยลืมเธอเลย”
ย้อนกลับไปในวันที่สาวบีกเลอร์เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าหญิงสาวเดินทางจากร้านดอกไม้ และจะนำเงินไปฝากที่ธนาคารในบ่ายวันนั้น จากนั้นก็ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ต่อมาป้าและลุงมาถึงอพาร์ตเมนต์ของเธอเวลา 20.46 น. พบว่าหญิงสาวถูกฆ่าเสียชีวิตมาสองชั่วโมงแล้ว
ในปี 1997 (พ.ศ. 2540) ทีมสอบสวนส่งชุดชั้นในที่บีกเลอร์สวมใส่ขณะเสียชีวิตไปยังห้องแล็บ เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอ จึงพบหลักฐานยืนยันว่ามีอสุจิ จากนั้นจึงอัพโหลดโปรไฟล์ดีเอ็นเอ ไปที่ฐานข้อมูลดีเอ็นเอแห่งชาติโดยสร้างระบบ CODIS เพื่อเก็บข้อมูลทางพันธุกรรม ของเอฟบีไอ แต่ก็ไม่พบในฐานข้อมูล

แดน เครน อาจารย์ด้านชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยไรต์สเตต เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ผู้วิจัยเครื่องมือในการประเมินหลักฐานดีเอ็นเอสำหรับการสืบสวนคดีอาญา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า เมื่อปี 1997 ระบบ CODIS ยังมีฐานข้อมูลน้อยมาก
ตอนนั้นมีข้อมูลเพียง 2 ล้านคน เทียบกับประมาณ 14 ล้านคนในปัจจุบัน โดยดีเอ็นเอส่วนใหญ่ในฐานข้อมูลมาจากผู้กระทำความผิดทางอาญาหรือผู้ที่ถูกจับกุมและรวบรวม DNA ไว้
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2563 ซีซี่ มัวร์ นักลำดับวงศ์ตระกูลทางพันธุกรรมที่ทำงานร่วมกับ พาราโบน นาโนแลป บริษัทในเวอร์จิเนีย ผู้ให้บริการด้านนิติเวชตามดีเอ็นเอใหม่ ได้รับตัวอย่างดีเอ็นเอจากที่เกิดเหตุโดยทางการ

มัวร์พบว่า การตรวจดีเอ็นเอจากบุคคลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยมีสมาชิกในครอบครัวผู้อพยพมาจากอิตาลีเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีบรรพบุรุษชาวอิตาลีประมาณ 2,300 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่ในช่วงเวลาที่คุณบีกเลอร์เสียชีวิต
จากที่นั่น มัวร์จึงตีกรอบจำกัดกลุ่มผู้ต้องสงสัยให้แคบลงเหลือเฉพาะผู้ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ที่กัสเพอรินา ประเทศอิตาลี
จากนั้นใช้คลังหนังสือพิมพ์ ฐานข้อมูลการค้นหาสาธารณะ โซเชียลมีเดีย บันทึกของศาล และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ มัวร์พิจารณาว่านายซิโนโพลี ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นชาวอิตาลีเป็นผู้ต้องสงสัย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาอาศัยอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์เดียวกันกับเหยื่อสาว ทีมสอบสวนจึงตามไปเก็บดีเอ็นเอที่สนามบินในที่สุด
ศาสตราจารย์เครนกล่าวเสริมว่า “กลยุทธ์ประเภทนี้เป็นเรื่องปกติในหมู่ผู้วิจัยมาอย่างน้อย 20 ปี ผมได้ยินมาหลายครั้งว่าผู้ถูกสอบสวนถูกสอบสวนเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่ทันทีที่พวกเขารับเครื่องดื่มและดื่มระหว่างการสอบปากคำ เมื่อการซักถามสิ้นสุดลง พวกเขาจึงได้รับอนุญาตให้ออกไป”
อัยการอดัมส์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “การคลี่คลายคดีมีความหมายมากสำหรับเราในการจับกุมนี้ เพื่อให้บรรเทาความรู้สึกบางอย่างแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้”
….