Skip to content

กต. เผยเหตุไม่ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชา

24 ก.ค. 2568 | 13:34น.
กต. เผยเหตุไม่ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชา

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยถึงเหตุไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา หลังจากลดระดับความสัมพันธ์ เรียกทูตไทยกลับ ตอบโต้เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ช่องอานม้า 

ในการแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวกระทรวงต่างประเทศ เวลาราว 12.30 น. นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศตอบคำถามสื่อมวลชน เกี่ยวกับโอกาสการดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ว่า การตัดความสัมพันธ์เป็นเรื่องไม่ง่าย เนื่องจากต้องคงช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ซึ่งหากตัดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันจะทำให้การลดความรุนแรงของสถานการณ์เป็นไปได้ยากขึ้น

การตอบโต้ทางการทูตจึงคงไว้ที่การลดระดับความสัมพันธ์ โดยให้ข้าราชการนักการทูตระดับรองลงมาประจำการในสถานทูตเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

นายนิกรเดชอธิบายว่า สำหรับขั้นตอนการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต มีการลดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อลดลงเหลือระดับต่ำสุดแล้ว จะนำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ต่อไป ซึ่งไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและได้เรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับ และขอให้กัมพูชาเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศด้วย

ต่อมาทางกัมพูชาตอบโต้ เรียกเอกอัครราชทูตกลับและนักการทูตอื่น ๆ ทั้งหมดที่ประจำการสถานทูตในกรุงเทพฯ คงเหลือไว้แต่ข้าราชการนักการทูตระดับเลขานุการโท เป็นอุปทูตรักษาราชการแทน

ทั้งนี้ เมื่อวาน (23 กรกฎาคม) กระทรวงได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไทยมีการยื่นหนังสือ 2 ฉบับ ฉบับแรก หนังสือประท้วงกัมพูชาที่ทหารไทยโดนกับระเบิด เมื่อ 16 กรกฎาคม ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางทูตกัมพูชามารับหนังสือ แต่ไม่ได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายของไทยแก่คณะทูต และหนังสืออีกฉบับถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมลดอาวุธในอนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ได้ละเมิด

สำหรับเหตุการณ์เมื่อเช้าวันนี้ (24 กรกฎาคม) กัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณฐานปฏิบัติการของไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม อีกทั้งยิงจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด เข้ามาในชุมชน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ทำให้บาดเจ็บ 3 คน และขณะนี้เหตุการณ์โจมตีเป้าหมายที่ไม่ใช่ทหารยังดำเนินต่อไปโดยเฉพาะในโรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่อื่น ๆ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสอีกหลายราย

อีกทั้งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บเพิ่ม 5 นาย และในจำนวนนี้ 1 นาย บาดเจ็บสาหัสขาขวาขาด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่เพิ่งนำมาวางใหม่ นับเป็นเหตุการณ์ซ้ำซ้อนเกิดขึ้นภายในระยะเพียง 1 สัปดาห์ จากที่ทหารไทยอีกชุดหนึ่งประสบเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี

ต่อพัฒนาการล่าสุดดังกล่าว นายนิกรเดชยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มแต่เป็นการป้องกันตนเองที่มีการดำเนินการอย่างสมเหตุสมผล เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและคนไทย

ก่อนหน้านี้ มีคนไทยในกัมพูชาราว 1,000 คน แต่ส่วนใหญ่กลับไปแล้ว ขณะนี้ทางสถานทูตกำลังตรวจสอบจำนวนคนไทยให้ชัดเจน ซึ่งประมาณว่ามีหลายร้อยคน

เกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแนวทางรับมือสถานการณ์ของไทยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของไทยว่าจะใช้แนวทางสันติภาพทวิภาคีต่อไป หรือไม่นั้น หลังจากอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด ทั้งยึดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรอาเซียนที่ไทยเป็นสมาชิกก็แล้ว นายนิกรเดชตอบว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในบ่ายวันนี้ จะได้หยิบยกวาระนี้ขึ้นหารือด้วย

ในการดำเนินการทางการทูตเพื่อแจ้งพัฒนาการของสถานการณ์และท่าทีไทย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศอยู่ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ได้หารือกับประธานคณะมนตรีสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และได้พบกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) รวมถึงผู้แทนประเทศต่าง ๆ ที่สำคัญรวมญี่ปุ่นและรัสเซียด้วย

“ทูตไทยทุกท่านทั่วโลกได้รับคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกันให้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ได้หยิบยก (สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา) แค่ในยูเอ็น แต่ยังหารือกับประเทศอื่น ๆ ที่เราสนิทด้วยทั้งหมด” นายนิกรเดชกล่าว

แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา 4 ข้อดังนี้ (เผยแพร่เมื่อ 24 ก.ค. 2568)

  1. รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาลอบเข้ามาวางกับระเบิดในดินแดนไทย เป็นผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2568 และได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 24 ก.ค. 2568 รวมทั้ง ได้โจมตีอย่างรุนแรงต่อเนื่องในพื้นที่ฝั่งไทยตลอดเช้านี้ รวมถึงเป้าหมายพื้นที่ที่เป็นพลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาล จนเป็นเหตุให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต
  2. ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงดังกล่าวจากการที่กัมพูชาจงใจมีการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตและเรียกเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย (recall) และขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศเช่นกัน
    รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงซ้ำๆ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความสุจริตใจ อีกทั้งจะยิ่งเป็นการบ่อนทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในประชาคมโลก
  3. รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที โดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังคงไม่ยุติการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธและละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ
  4. รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที โดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังคงไม่ยุติการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธและละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ