Skip to content

38 ปี เศรษฐกิจกัมพูชา ภายใต้การนำของ “ฮุน เซน”

05 ส.ค. 2568 | 17:45น.
38 ปี เศรษฐกิจกัมพูชา ภายใต้การนำของ “ฮุน เซน”

ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชาภายใต้อำนาจของผู้นำอายุ 72 ปี ปกครองประเทศมากว่าครึ่งชีวิต

“จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน” หรือ “ฮุน เซน” เกิด 5 สิงหาคม 2495 (73 ปี) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2538 ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศกัมพูชา และเป็น 1 ในนายกฯที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก โดยเป็นทั้งตำแหน่งรักษาการฯ และนายกรัฐมนตรีกินเวลากว่า 38 ปี 5 เดือน 1 สัปดาห์

ปัจจุบัน ฮุน เซนดำรงตำแหน่งประธานพฤฒสภากัมพูชาหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูช และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา

ประชาชาติธุรกิจ พาย้อนไปดูภาพรวมเศรษฐกิจของกัมพูชาภายใต้การนำของ “ฮุน เซน”

ปี 2528 กัมพูชายังคงอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบ คอมมิวนิสต์วางแผนส่วนกลาง ซึ่งสภาพเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ ภาคการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวยังครองสัดส่วนถึง ประมาณ 90% ของจีดีพี และว่าจ้างแรงงานกว่า 80% ของประชากรทำงานในพื้นที่ชนบท

ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5‑6% ของจีดีพี เท่านั้น โดยอุตสาหกรรมที่มีอยู่ก็เน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างข้าว ยางพารา ไม้ และปลา มากกว่าการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเชิงอุตสาหกรรมจริงจัง

ตั้งแต่ปี 2530-2532 เป็นต้นมา รัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยการยกเลิกการควบคุมการค้าต่างประเทศแบบรัฐเดี่ยวในปี 2530 และแนะนำกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2532 ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขจีดีพี เติบโตอย่างไม่สม่ำเสมอ เติบโตสูงเช่น 7.6% (2531) และ 7.1% (2532) ตามลำดับ ท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 70% ในปี 2532 เป็นสูงถึง 200% ในปี 2535 จนถึงเมื่อปี 2536 ที่เกิดการเลือกตั้งภายใต้การดูแลของ UN จึงเริ่มควบคุมได้และสกุลเงินเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นและได้เปลี่ยนประเทศเป็น “ราชอาณาจักรกัมพูชา”

รัฐบาลวางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมถึงการเปิดเสรีการค้า การปรับโครงสร้างภาษี ระบบการธนาคาร และเสถียรภาพของสกุลเงิน เมื่อเข้าสู่ปี 2537 จีดีพีเติบโตประมาณ 6–8% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือราว 3‑9% ภาคบริการและอุตสาหกรรมเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการเกษตรเริ่มลดบทบาทลง

ขณะที่ปี 2538 เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามใช้นโยบายที่มีความมั่นคงกับหุ้นส่วน ทำให้เศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากฐานเศรษฐกิจที่ต่ำในช่วงหลังสงคราม มีที่อัตราการเติบโต GDP สูงถึงกว่า 20%

ก่อนจะชะลอลงเล็กน้อยในปีต่อ ๆ มา แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยราว 5–7% จากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ส่งผลให้เศรษฐกิจในภาคชนบทยังคงเติบโตต่อเนื่อง การปลูกข้าวและภาคบริการมีการขยายตัวต่อเนื่อง และการนำเข้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเข้าถึงแหล่งทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกเริ่มขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอที่กำลังเติบโตจากการได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า

หลังจากที่เศรษฐกิจมหภาคมีความเข้มแข็งประมาณ 4 ปี เศรษฐกิจกัมพูชาประสบภาวะชะลอตัวในช่วงปี 2540-2541 จากวิกฤตการเมืองภายในประเทศและวิกฤตการเงินในภูมิภาค

ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในปี 2542 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึงเกือบ 10% ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากยุคเขมรแดงสิ้นสุดลง ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2550 เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวในอัตราเฉลี่ยสูง โดยบางปีเติบโตถึงกว่า 13% ส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม การก่อสร้าง เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

เวลาต่อมาจีดีพีชะลอลงเหลือต่ำกว่า 7% ในปี 2551 และในปี 2552 มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์สินค้าในตลาดส่งออก และภาคการเงินภายในประเทศก็เริ่มเผชิญกับข้อจำกัดด้านสินเชื่อ

ประกอบกับการสิ้นสุดของข้อตกลงของ WTO ว่าด้วยสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเดือนมกราคม 2548 ทำให้กัมพูชาต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่จากประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม และบังกลาเทศ

ปี 2549 กัมพูชาได้ลงนามในกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนทวิภาคี (TIFA) กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาในช่วงปี 2550 มีการหารือและดำเนินการร่วมกันหลายรอบ แม้ผลเชิงปริมาณอาจยังไม่ชัดเจนในทันที แต่ก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การส่งออกยางพาราในปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 25% จากความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของกัมพูชายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเกินกว่า 2 ล้านคนต่อปี

อย่างไรก็ตามในปีเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชา ทั้งในด้านความต้องการสินค้าส่งออกที่ลดลง และภาคก่อสร้างที่เริ่มชะลอตัวจากการขาดแคลนสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 2563 หดตัวถึง 3.1% จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับคำสั่งซื้อลดลงจากประเทศพัฒนาแล้ว

ภายหลังจากปี 2564 เศรษฐกิจกัมพูชาก็เริ่มฟื้นตัวตามลำดับ โดยในปี 2565-2566 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5-5.5% ต่อปี และคาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 6% ในปี 2567-2568 จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การส่งออกสิ่งทอ และการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ การส่งออกเครื่องนุ่งห่ม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนโควิดเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาหนี้สินของครัวเรือน และอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงในช่วงหลังวิกฤต

ในเชิงรายได้ต่อหัว (GDP per capita) กัมพูชามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากประมาณ 740 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2552 เป็นประมาณ 1,875 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่ารายได้ต่อหัวจะทะลุ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการขยับสถานะของประเทศไปสู่รายได้ปานกลางระดับสูง

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของสมเด็จ “ฮุน มาเนต” บุตรชายของ “สมเด็จฮุน เซน” ได้ตั้งเป้าผลักดันประเทศเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 ผ่านแผนยุทธศาสตร์ “Pentagon Strategy” ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล การศึกษา และการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน

ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูง ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ และข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานในบางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Cambodia-GDP
(เครดิตภาพ จีดีพีกัมพูชาตั้งแต่ปี 1985 – 2024 จาก World Bank Group)

ข้อมูลจาก IMF, World Bank Group, Asian Development Bank , Trading Economics

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กัมพูชา สมเด็จฮุน เซน