‘มิตซูบิชิ’ วางแผนลงทุนในเหมืองทองแดงสหรัฐ กว่า 600 ล้านดอลลาร์ ในรอบ 45 ปี หลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทองแดงสูงถึง 50%
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า บริษัทการค้าสัญชาติญี่ปุ่น มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Corporation) จะลงทุนในโครงการขุดทองแดงในสหรัฐ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) เพื่อตอบสนองอุปสงค์ของทองแดงที่เพิ่มมากขึ้น ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล
มิตซูบิชิจะเข้าถือหุ้น 30% ในโครงการขุดทองแดงคอปเปอร์เวิลด์ (Copper World) ในรัฐแอริโซนา ในขณะที่บริษัท ฮัดเบย์ มิเนอรัลส์ (Hudbay Minerals) ของแคนาดาถือหุ้นอีก 70%
หลังจากที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศกำหนดอัตราภาษีทองแดง 50% สำหรับการนำเข้าอนุพันธ์ทองแดงและทองแดงกึ่งสำเร็จรูป มีผล 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มทองแดงบริสุทธิ์ยังได้รับการยกเว้นภาษี อย่างไรก็ดี การกำหนดอัตราภาษีดังกล่าวอาจผลักดันให้เกิดการขยายตัวของฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าทองแดงภายในสหรัฐรวดเร็วขึ้น และนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
มิตซูบิชิ และฮัดเบย์ มิเนอรัลส์ วางแผนศึกษาความเป็นไปได้และจะตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายภายในปีหน้า เพื่อพิจารณาดำเนินการโครงการต่อไป โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปี 2029 นอกจากนี้อาจพิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมโรงกลั่น หลังจากที่ธุรกิจเหมืองดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากสหรัฐจะมีเหมืองทองแดงจำนวนมาก แต่กลับขาดแคลนโรงหลอมและกลั่นทองแดงไปเป็นแคโทด (ขั้วลบ)
นอกจากนี้สหรัฐยังถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนในโครงการเหมืองทองแดง เนื่องด้วยสถานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับที่ 5 และมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ
ทองแดงถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงแบตเตอรี่ สายเคเบิล และมอเตอร์ที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและโรงงานพลังงานหมุนเวียน
การลงทุนของมิตซูบิชิในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี ที่จะลงทุนในเหมืองทองแดงของสหรัฐ โดยมิตซูบิชิเคยลงทุนในเหมืองทองแดงสหรัฐเมื่อปี 1980 และได้ถอนการลงทุนในปี 2003
สำหรับการลงทุนในโครงการคอปเปอร์เวิลด์ คาดว่าจะทำให้มิตซูบิชิสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายทองแดงภายในสหรัฐ ซึ่งมีดีมานด์ทองแดงสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยคิดเป็น 6% รองจากจีนที่ 57%
ปัจจุบัน มิตซูบิชิลงทุนในธุรกิจเหมืองทองแดง 2 แห่งในประเทศเปรู และ 3 แห่งในประเทศชิลี ส่งผลให้ในปี 2024 บริษัทมีกำลังการผลิตทองแดงตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 329,000 เมตริกตัน สูงสุดที่ในบรรดาบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น โดยเหมืองแห่งใหม่ในสหรัฐนี้ จะทำให้มิตซูบิชิสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตอีกราว 30,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% โครงการเหมืองทองแดงนี้มีกำหนดดำเนินการเป็นเวลาประมาณ 20 ปี และมีโอกาสที่จะขยายเวลาต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ มิตซูบิชิยังยังวางแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเหมืองทองแดงมาริมาคา (Marimaca) ประเทศชิลี นับเป็นการลงทุนแห่งที่ 4 ในชิลี โดยมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณทองแดงทั่วโลกให้มากกว่า 400,000 ตัน ภายในปี 2030 หากการลงทุนเป็นผลสำเร็จ มิตซูบิชิจะก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 15 ในธุรกิจเหมืองทองแดง (ปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 20)
ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มิตซูบิชิมีกำไรสุทธิจากธุรกิจทองแดงรวม 504 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบเป็นรายปี
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ความต้องการทองแดงทั่วโลก รวมถึงทองแดงรีไซเคิล จะเพิ่มขึ้นจาก 27 ล้านตัน ในปี 2024 เป็น 31 ล้านตัน ในปี 2030 สอดรับกับการคาดการณ์อุปทานซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านตัน ในขณะที่คณะกรรมาธิการทองแดงชิลีและหน่วยงานอื่น ๆ คาดการณ์ว่าการผลิตทองแดงทั่วโลกในปี 2025 จะสูงถึง 23.24 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2023