เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,800 บาท
ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
Finance ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
Business ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
SET วันนี้ (20 ก.ค.) กรอบ 1,630-1,650 จุด บาทอ่อนค่า-น้ำมันดิบขยับขึ้น กดดัน Fund Flow
Finance SET วันนี้ (20 ก.ค.) กรอบ 1,630-1,650 จุด บาทอ่อนค่า-น้ำมันดิบขยับขึ้น กดดัน Fund Flow
สตาร์บัคส์มุ่งปูพรมสาขาภูธร ส่งเมนู 95 บาทขยายฐานลูกค้าใหม่
Business สตาร์บัคส์มุ่งปูพรมสาขาภูธร ส่งเมนู 95 บาทขยายฐานลูกค้าใหม่
บสย.โชว์ผลงานครึ่งแรกปี’69 ค้ำฯทะลุ 4.4 หมื่นล้าน-เปิดตัว ‘เครดิตพลัส’ วงเงิน 2 หมื่นล้าน ช่วย SMEs ครึ่งปีหลัง
Finance บสย.โชว์ผลงานครึ่งแรกปี’69 ค้ำฯทะลุ 4.4 หมื่นล้าน-เปิดตัว ‘เครดิตพลัส’ วงเงิน 2 หมื่นล้าน ช่วย SMEs ครึ่งปีหลัง
ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.68 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.68 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค. 69) ฝนน้อยลง กทม. ฝนตก 10% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค. 69) ฝนน้อยลง กทม. ฝนตก 10% ของพื้นที่
ดูทั้งหมด

ทรัมป์ ‘ส่อแพ้’ คดีรีดภาษี เชื่อ ‘ล้มกระดาน’ ดีลทั้งหมด

16 ส.ค. 2568 | 12:50น.
U.S. President Donald Trump departs for Scotland
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

โลกน่าจะต้อง “ทนอยู่” กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ไปอีก 3 ปีเศษ ถ้าโชคดีหน่อยช่วงเลือกตั้งกลางเทอมหาก “รีพับลิกัน” แพ้มาก ก็หวังว่าทรัมป์จะลดดีกรีความป่วนลงบ้าง แต่ในระยะนี้ทุกคนต้อง “ทำใจ” กับพฤติกรรมเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ เพราะชัดเจนแล้วว่าอเมริกายุคทรัมป์ไม่ได้ต้องการเป็นแบบอย่าง หรือดำรง “มาตรฐาน” ที่ดีในฐานะพี่ใหญ่โลก ทั้งในแง่ของเสรีภาพ ประชาธิปไตย และตลอดจนมาตรฐาน “ความโปร่งใส” ด้านข้อมูลและนโยบาย ที่นักลงทุนทั่วโลกเคยเชื่อถือและไว้วางใจ

ล่าสุดสั่งปลด เอริกา แมคเอนทาร์เฟอร์ ออกจากหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน เพราะรายงานตัวเลขการจ้างงานรายเดือนของเดือนกรกฎาคมออกมาต่ำกว่าที่คาด ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ พร้อมกับกล่าวหาว่าเป็นตัวเลขที่บิดเบือน เพราะมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แล้วตั้ง อี.เจ. แอนโทนี นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเสนอแนวคิดให้ยกเลิกการรายงานตัวเลขจ้างงานรายเดือนมาดำรงตำแหน่งแทน

ซึ่งเป็นปกติของทรัมป์ ที่หากใครทำอะไรไม่ถูกใจ หรือเป็นผลเสียกับเขา เขาจะสั่งปลดทันที จนนินทากันว่าทรัมป์นั้น Emotional หรือเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงหรือข้อมูลมากนัก

การสั่งปลดดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรที่ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศอื่นในอัตราสูง ซึ่งถูกนักเศรษฐศาสตร์เตือนแล้วเตือนอีก ว่าจะทำให้ราคาสินค้าในอเมริกาสูงขึ้น ผู้รับภาระมากที่สุดคือผู้บริโภคอเมริกัน และสุดท้ายจะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว กระทบการจ้างงาน แต่ทรัมป์ยืนยันหัวชนฝา ว่าผู้รับภาระนี้คือผู้ส่งออกหรือต่างประเทศนั่นเอง เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานรายงานตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำ จึงทำให้ทรัมป์รู้สึกเสียหน้า

ที่น่าประหลาดใจอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่เพียงเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ทรัมป์จะเรียกเก็บภาษีบริษัทอเมริกันที่ส่งออกสินค้าบางอย่างไปขายต่างประเทศด้วย เช่น กรณีของ Nvidia และ AMD ที่จะต้องจ่ายส่วนแบ่ง 15% ของรายได้ให้กับรัฐบาล เพื่อแลกกับใบอนุญาตส่งออกชิปไปจีน

นอกจากจะทำตัวเหมือนไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับเศรษฐศาสตร์แล้ว ในทางภูมิศาสตร์ทรัมป์ก็ “สอบตก” คล้ายกับว่าไม่รู้ว่าอเมริกามีอยู่กี่รัฐ เพราะเขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าจะไปพบกับ “ปูติน” ที่รัสเซีย ทั้งที่กำหนดการพบปะจัดขึ้นที่รัฐอะแลสกาของสหรัฐ เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามในยูเครน คนอเมริกันต่างพากันอึ้ง

เพราะไม่แน่ใจว่าทรัมป์พูดเพราะหลงลืม หรือไม่รู้จริง ๆ ว่าอะแลสกาอยู่ในสหรัฐ ถ้าหลงลืม ตัวเขาจะถูกโจมตี เพราะไม่ต่างจาก โจ ไบเดน ที่ทรัมป์และทีมงานเคยเล่นงานอย่างหนัก และมันหมายถึงทรัมป์เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์

นับตั้งแต่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทุกประเทศทั่วโลกแบบค้ากำไรเกินควรไปหลายเท่า ทรัมป์และทีมงานมักจะประโคมข่าวบ่อย ๆ ว่า รายได้จากภาษีไหลมาเทมา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเก็บภาษี ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่ไม่เห็นด้วย

แม้ในตอนนี้ดูเหมือนว่าทรัมป์ได้รับ “ชัยชนะ” จากการรีดภาษีประเทศคู่ค้า ชนิดที่เรียกได้ว่า เรียกเก็บ “ตามอำเภอใจ” โดยน้อยมากที่ประเทศคู่ค้าเหล่านั้นจะกล้าตอบโต้กลับ ทำให้อเมริกามีรายได้จากภาษีพุ่งขึ้นมาก นอกจากนั้น เงินเฟ้อก็ไม่ได้ขยับขึ้นมาก

แต่ชัยชนะนั้นก็อาจ “อายุสั้น” ได้เช่นกัน เพราะด่านต่อไปหลังจากนี้ก็คือ “คำพิพากษา” ของศาล เพราะมีภาคธุรกิจสหรัฐได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต การที่ทรัมป์อ้างกฎหมาย “อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” หรือ IEEPA มาเก็บภาษีต่างตอบโต้กับทุกประเทศนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งปรากฏว่าในเดือนพฤษภาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศในสหรัฐตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต ต่อมารัฐบาลได้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์กลาง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ทรัมป์สามารถเรียกเก็บภาษีต่อไปได้ระหว่างที่รอคำพิพากษา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ศาลอุทธรณ์ได้ไต่สวนและสืบพยานทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยด้วยวาจา ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งตามรายงานของสื่อ Politico ระบุว่า ดูเหมือนข้อโต้แย้งจากฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นจำเลยไม่ได้รับการต้อนรับที่ชัดเจนจากผู้พิพากษา

เนื่องจากผู้พิพากษายังมีความแคลงใจสงสัยว่าทรัมป์มีอำนาจเก็บภาษีดังกล่าวในลักษณะกว้างขวางและครอบคลุมหรือไม่ ผู้พิพากษาหลายคนเห็นว่ากฎหมาย IEEPA ที่ออกมาในปี 1977 นั้น ประธานาธิบดีหลายคนนำมาใช้เพื่อแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ หรือลงโทษต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนนำมาใช้เก็บภาษีศุลกากร (Tariff) มาก่อนเลย

มีผู้พิพากษา 2 คนที่ระบุชัดว่า “หนึ่งในข้อกังวลใหญ่ก็คือในกฎหมาย IEEPA ไม่มีตรงไหนเลยที่เอ่ยถึงคำว่า Tariff”

ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ เห็นว่า IEEPA มีจุดประสงค์เพื่อให้อำนาจประธานาธิบดีรับมือวิกฤตระหว่างประเทศ แต่ทรัมป์ใช้กฎหมายนี้เพียงเพื่อจะชิงเอาอำนาจการพิจารณาภาษีศุลกากรไปจากสภาคองเกรส สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ใช้กฎหมาย IEEPA สามารถทำได้ เพราะใช้จัดการปัญหาเฉพาะอย่างในวงแคบ และมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน

“กระบวนการและขั้นตอนการค้าที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนานของสหรัฐ คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ถ้าหากประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ง่าย ๆ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรในอัตราใดก็ได้โดยไม่มีกำหนดเวลาและไม่ผ่านศาล”

คาดว่าคดีนี้ต้องจบลงที่ศาลสูงสุด ซึ่งในระยะนี้ฝ่ายรัฐบาลมักจะออกมาให้ข่าวในลักษณะอ้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยทรัมป์นั้นถึงกับขู่ว่า ถ้าศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีของเขาผิดกฎหมายจะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาทรุดหนัก เทียบเท่า “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” ในทศวรรษ 1930

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนออกมาชี้ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าหากทรัมป์แพ้คดีในศาลสูงสุด ก็ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ภายใต้อำนาจประธานาธิบดีที่จะนำมาใช้เพื่อให้สามารถเก็บภาษีต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม มีบางคนเห็นว่า ถึงแม้จะมีเครื่องมืออื่นรองรับ แต่มันก็จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรอยู่ดี ตัวอย่างเช่น ทรัมป์อาจสามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดแค่ 15% และมีกำหนดระยะเวลาเพียง 150 วันเท่านั้น

นักวิเคราะห์นโยบายสหรัฐของ Piper Sandler ประเมินว่า การเก็บภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA น่าจะถูกยกเลิก มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะแพ้ในศาลอุทธรณ์ ส่วนศาลฎีกามีแนวโน้มสูงที่จะตัดสินในทางที่ไม่เป็นคุณกับทรัมป์

หากศาลตัดสินให้ทรัมป์แพ้ ก็หมายความว่าบรรดาข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่ทรัมป์ทำกับประเทศต่าง ๆ ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับบรรดาจดหมายทั้งหมดที่ทรัมป์ส่งไปถึงประเทศต่าง ๆ และเรียกเก็บภาษีอย่างต่ำ 10%