Skip to content

ทรัมป์ ‘ส่อแพ้’ คดีรีดภาษี เชื่อ ‘ล้มกระดาน’ ดีลทั้งหมด

16 ส.ค. 2568 | 12:50น.
ทรัมป์ ‘ส่อแพ้’ คดีรีดภาษี เชื่อ ‘ล้มกระดาน’ ดีลทั้งหมด
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

โลกน่าจะต้อง “ทนอยู่” กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ไปอีก 3 ปีเศษ ถ้าโชคดีหน่อยช่วงเลือกตั้งกลางเทอมหาก “รีพับลิกัน” แพ้มาก ก็หวังว่าทรัมป์จะลดดีกรีความป่วนลงบ้าง แต่ในระยะนี้ทุกคนต้อง “ทำใจ” กับพฤติกรรมเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ เพราะชัดเจนแล้วว่าอเมริกายุคทรัมป์ไม่ได้ต้องการเป็นแบบอย่าง หรือดำรง “มาตรฐาน” ที่ดีในฐานะพี่ใหญ่โลก ทั้งในแง่ของเสรีภาพ ประชาธิปไตย และตลอดจนมาตรฐาน “ความโปร่งใส” ด้านข้อมูลและนโยบาย ที่นักลงทุนทั่วโลกเคยเชื่อถือและไว้วางใจ

ล่าสุดสั่งปลด เอริกา แมคเอนทาร์เฟอร์ ออกจากหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน เพราะรายงานตัวเลขการจ้างงานรายเดือนของเดือนกรกฎาคมออกมาต่ำกว่าที่คาด ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ พร้อมกับกล่าวหาว่าเป็นตัวเลขที่บิดเบือน เพราะมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แล้วตั้ง อี.เจ. แอนโทนี นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเสนอแนวคิดให้ยกเลิกการรายงานตัวเลขจ้างงานรายเดือนมาดำรงตำแหน่งแทน

ซึ่งเป็นปกติของทรัมป์ ที่หากใครทำอะไรไม่ถูกใจ หรือเป็นผลเสียกับเขา เขาจะสั่งปลดทันที จนนินทากันว่าทรัมป์นั้น Emotional หรือเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงหรือข้อมูลมากนัก

การสั่งปลดดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรที่ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศอื่นในอัตราสูง ซึ่งถูกนักเศรษฐศาสตร์เตือนแล้วเตือนอีก ว่าจะทำให้ราคาสินค้าในอเมริกาสูงขึ้น ผู้รับภาระมากที่สุดคือผู้บริโภคอเมริกัน และสุดท้ายจะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว กระทบการจ้างงาน แต่ทรัมป์ยืนยันหัวชนฝา ว่าผู้รับภาระนี้คือผู้ส่งออกหรือต่างประเทศนั่นเอง เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานรายงานตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำ จึงทำให้ทรัมป์รู้สึกเสียหน้า

ที่น่าประหลาดใจอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่เพียงเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ทรัมป์จะเรียกเก็บภาษีบริษัทอเมริกันที่ส่งออกสินค้าบางอย่างไปขายต่างประเทศด้วย เช่น กรณีของ Nvidia และ AMD ที่จะต้องจ่ายส่วนแบ่ง 15% ของรายได้ให้กับรัฐบาล เพื่อแลกกับใบอนุญาตส่งออกชิปไปจีน

นอกจากจะทำตัวเหมือนไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับเศรษฐศาสตร์แล้ว ในทางภูมิศาสตร์ทรัมป์ก็ “สอบตก” คล้ายกับว่าไม่รู้ว่าอเมริกามีอยู่กี่รัฐ เพราะเขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าจะไปพบกับ “ปูติน” ที่รัสเซีย ทั้งที่กำหนดการพบปะจัดขึ้นที่รัฐอะแลสกาของสหรัฐ เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามในยูเครน คนอเมริกันต่างพากันอึ้ง

เพราะไม่แน่ใจว่าทรัมป์พูดเพราะหลงลืม หรือไม่รู้จริง ๆ ว่าอะแลสกาอยู่ในสหรัฐ ถ้าหลงลืม ตัวเขาจะถูกโจมตี เพราะไม่ต่างจาก โจ ไบเดน ที่ทรัมป์และทีมงานเคยเล่นงานอย่างหนัก และมันหมายถึงทรัมป์เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์

นับตั้งแต่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทุกประเทศทั่วโลกแบบค้ากำไรเกินควรไปหลายเท่า ทรัมป์และทีมงานมักจะประโคมข่าวบ่อย ๆ ว่า รายได้จากภาษีไหลมาเทมา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเก็บภาษี ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่ไม่เห็นด้วย

แม้ในตอนนี้ดูเหมือนว่าทรัมป์ได้รับ “ชัยชนะ” จากการรีดภาษีประเทศคู่ค้า ชนิดที่เรียกได้ว่า เรียกเก็บ “ตามอำเภอใจ” โดยน้อยมากที่ประเทศคู่ค้าเหล่านั้นจะกล้าตอบโต้กลับ ทำให้อเมริกามีรายได้จากภาษีพุ่งขึ้นมาก นอกจากนั้น เงินเฟ้อก็ไม่ได้ขยับขึ้นมาก

แต่ชัยชนะนั้นก็อาจ “อายุสั้น” ได้เช่นกัน เพราะด่านต่อไปหลังจากนี้ก็คือ “คำพิพากษา” ของศาล เพราะมีภาคธุรกิจสหรัฐได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต การที่ทรัมป์อ้างกฎหมาย “อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” หรือ IEEPA มาเก็บภาษีต่างตอบโต้กับทุกประเทศนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งปรากฏว่าในเดือนพฤษภาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศในสหรัฐตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต ต่อมารัฐบาลได้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์กลาง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ทรัมป์สามารถเรียกเก็บภาษีต่อไปได้ระหว่างที่รอคำพิพากษา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ศาลอุทธรณ์ได้ไต่สวนและสืบพยานทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยด้วยวาจา ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งตามรายงานของสื่อ Politico ระบุว่า ดูเหมือนข้อโต้แย้งจากฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นจำเลยไม่ได้รับการต้อนรับที่ชัดเจนจากผู้พิพากษา

เนื่องจากผู้พิพากษายังมีความแคลงใจสงสัยว่าทรัมป์มีอำนาจเก็บภาษีดังกล่าวในลักษณะกว้างขวางและครอบคลุมหรือไม่ ผู้พิพากษาหลายคนเห็นว่ากฎหมาย IEEPA ที่ออกมาในปี 1977 นั้น ประธานาธิบดีหลายคนนำมาใช้เพื่อแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ หรือลงโทษต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนนำมาใช้เก็บภาษีศุลกากร (Tariff) มาก่อนเลย

มีผู้พิพากษา 2 คนที่ระบุชัดว่า “หนึ่งในข้อกังวลใหญ่ก็คือในกฎหมาย IEEPA ไม่มีตรงไหนเลยที่เอ่ยถึงคำว่า Tariff”

ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ เห็นว่า IEEPA มีจุดประสงค์เพื่อให้อำนาจประธานาธิบดีรับมือวิกฤตระหว่างประเทศ แต่ทรัมป์ใช้กฎหมายนี้เพียงเพื่อจะชิงเอาอำนาจการพิจารณาภาษีศุลกากรไปจากสภาคองเกรส สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ใช้กฎหมาย IEEPA สามารถทำได้ เพราะใช้จัดการปัญหาเฉพาะอย่างในวงแคบ และมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน

“กระบวนการและขั้นตอนการค้าที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนานของสหรัฐ คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ถ้าหากประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ง่าย ๆ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรในอัตราใดก็ได้โดยไม่มีกำหนดเวลาและไม่ผ่านศาล”

คาดว่าคดีนี้ต้องจบลงที่ศาลสูงสุด ซึ่งในระยะนี้ฝ่ายรัฐบาลมักจะออกมาให้ข่าวในลักษณะอ้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยทรัมป์นั้นถึงกับขู่ว่า ถ้าศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีของเขาผิดกฎหมายจะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาทรุดหนัก เทียบเท่า “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” ในทศวรรษ 1930

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนออกมาชี้ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าหากทรัมป์แพ้คดีในศาลสูงสุด ก็ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ภายใต้อำนาจประธานาธิบดีที่จะนำมาใช้เพื่อให้สามารถเก็บภาษีต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม มีบางคนเห็นว่า ถึงแม้จะมีเครื่องมืออื่นรองรับ แต่มันก็จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรอยู่ดี ตัวอย่างเช่น ทรัมป์อาจสามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดแค่ 15% และมีกำหนดระยะเวลาเพียง 150 วันเท่านั้น

นักวิเคราะห์นโยบายสหรัฐของ Piper Sandler ประเมินว่า การเก็บภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA น่าจะถูกยกเลิก มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะแพ้ในศาลอุทธรณ์ ส่วนศาลฎีกามีแนวโน้มสูงที่จะตัดสินในทางที่ไม่เป็นคุณกับทรัมป์

หากศาลตัดสินให้ทรัมป์แพ้ ก็หมายความว่าบรรดาข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่ทรัมป์ทำกับประเทศต่าง ๆ ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับบรรดาจดหมายทั้งหมดที่ทรัมป์ส่งไปถึงประเทศต่าง ๆ และเรียกเก็บภาษีอย่างต่ำ 10%