Skip to content

ทรัมป์ลงนามถ้อยแถลงร่วมฯสู่สันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดกรอบดีลภาษี

26 ต.ค. 2568 | 13:43น.
ทรัมป์ลงนามถ้อยแถลงร่วมฯสู่สันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดกรอบดีลภาษี
บรรยากาศการลงนามถ้อยแถลงร่วมฯสู่สันติภาพที่มี “ทรัมป์” ลงนามเป็นพยานเป็นไปอย่างชื่นมื่น จากนั้นตามด้วยการลงนามกรอบเจรจาการค้ากับไทย ในงานอาเซียนซัมมิต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568

 

การลงนามในถ้อยแถลงร่วมฯสู่สันติภาพระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐและอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ลงนามในฐานะสักขีพยาน ซึ่งผู้นำสหรัฐยกย่องเป็นข้อตกลงสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ ที่เขาเป็นผู้ประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชา

เอพี (AP) รายงานว่า ไทยและกัมพูชาได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงฉบับขยายเพิ่มเติมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ในพิธีที่ทรัมป์เข้าร่วม ซึ่งการข่มขู่ทางเศรษฐกิจกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศยุติการปะทะกันตามแนวชายแดนที่เป็นข้อพิพาทเมื่อต้นปีนี้

ตามถ้อยแถลง (คลิกอ่านฉบับเต็ม ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย) ไทยจะปล่อยตัวนักโทษชาวกัมพูชา และกัมพูชาจะเริ่มถอนกำลังปืนใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระยะแรก โดยมีผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาคจะติดตามสถานการณ์เพื่อให้แน่ใจว่าการสู้รบจะไม่เกิดขึ้นอีก

“เราได้ทำในสิ่งที่หลายคนบอกว่าทำไม่ได้” ทรัมป์กล่าว

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา เรียกวันนี้ว่าเป็น “วันประวัติศาสตร์”

และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าข้อตกลงนี้สร้าง “รากฐานสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืน”

(AP Photo/Mark Schiefelbein)
AP Photo/Mark Schiefelbein
(Mohd Rasfan/Pool Photo via AP)

พิธีดังกล่าวเป็นงานแรกของทรัมป์หลังจากเดินทางมาถึงการประชุมสุดยอดประจำปีอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การเดินทางครั้งนี้ ซึ่งจะต่อด้วยการเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และอาจพบปะกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทรัมป์จะได้ขัดเกลาชื่อเสียงในฐานะผู้เจรจาระดับนานาชาติ ในช่วงเวลาที่ภาษีศุลกากรของเขากำลังสร้างความวุ่นวายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเขากำลังขัดแย้งกับพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสถานการณ์การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลในประเทศ หรือชัตดาวน์ ชั่วคราว

ไทยและกัมพูชาสู้รบกันเป็นเวลาห้าวันในเดือนกรกฎาคม คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคนและทำให้ผู้คนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นการสู้รบที่เลวร้ายที่สุดในยุคปัจจุบันระหว่างสองประเทศ ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนกัน และความรุนแรงก็ปะทุขึ้นเป็นระยะตามแนวชายแดน

ในขณะนั้น ทรัมป์ขู่ว่าจะระงับข้อตกลงการค้า เว้นแต่การสู้รบจะหยุดลง ซึ่งเป็นการแสดงถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นการเจรจา แต่การเจรจาสงบศึกที่ยังไม่แน่นอนยังคงดำเนินต่อไปนับแต่นั้น

ลงนามกรอบดีลภาษี

หลังจากลงนามข้อตกลงสันติภาพล่าสุดนี้ ทรัมป์ได้ลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจแยกต่างหากกับกัมพูชาและไทย ซึ่งไทยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ 19 % และภาษีสวมสิทธิ์ 40 %

ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็ปไซต์ของทำเนียบขาว

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้

“การที่ทรัมป์ถือไพ่ภาษีศุลกากรนั้นสำคัญมาก” อู วิรัก ประธานกลุ่มวิจัย Future Forum ในกรุงพนมเปญกล่าว “นั่นอาจเป็นเหตุผลหลัก หากไม่ใช่เหตุผลเดียว แต่แน่นอนว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันที”

ตอนนี้ เขากล่าวว่า “มีพิธีให้ทรัมป์อยู่หน้ากล้อง” เพื่อที่เขาจะได้ “ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะที่นำพาสงครามและความขัดแย้งยุติลง” ซึ่งจะเป็น “อาวุธสำคัญสำหรับการเสนอตัวรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

ทรัมป์ได้รณรงค์หาเสียงอย่างชัดเจนเพื่อรับรางวัลนี้ โดยได้เพิ่มรายชื่อความขัดแย้งที่เขาเคยช่วยแก้ไขหรืออ้างว่ายุติลงแล้วอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวชื่นชมข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชาระหว่างการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอด โดยกล่าวว่า “ข้อตกลงนี้เตือนใจเราว่าการปรองดองไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการกระทำที่กล้าหาญ”

(AP Photo/Mark Schiefelbein)

ก่อนหน้านี้ (25 ตุลาคม) นิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ปฏิญญาร่วม” ที่จะแสดงให้เห็นว่าไทยและกัมพูชา “มุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์”

“มันไม่ใช่จุดจบในตัวเอง” “งานเพิ่งเริ่มต้นขึ้น” นายนิกรเดชกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์เดินทางถึงเมืองหลวงของมาเลเซียไม่นานก่อนเวลา 02.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ซึ่งทรัมป์ได้ร่วมเต้น ในท่าประจำที่ใช้ตอนหาเสียงร่วมกับนักแสดงท้องถิ่นที่เต้นต้อนรับ พร้อมโบกธงชาติอเมริกันและธงชาติมาเลเซีย

คาดว่าเขาจะลงนามข้อตกลงกับมาเลเซียเกี่ยวกับการค้าและแร่สำคัญในช่วงบ่ายวันนี้ สหรัฐฯ กำลังพยายามขยายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาจีน ซึ่งมีการส่งออกส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีอย่างจำกัด

ทรัมป์กำลังกลับมามีส่วนร่วมกับภูมิภาคสำคัญของโลกอีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนเพียงครั้งเดียวในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก

แต่เหตุการณ์ในปีนี้กลับเปิดโอกาสใหม่ให้ทรัมป์ได้แสดงบทบาทผู้สร้างสันติภาพระดับโลก

ภาษีศุลกากรกำลังเป็นประเด็น

คาดว่าทรัมป์จะได้พบปะกับประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิล ขณะที่เขาอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่จะไม่พบกับนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา ในสถานการร์ที่ผู้นำสหรัฐไม่พอใจแคนาดาเนื่องจากทางการท้องถิ่นแคนาดาทำโฆษณาที่ประท้วงภาษีศุลกากร และระหว่างทางไปประชุมสุดยอด เขาได้ประกาศบนโซเชียลมีเดียว่า เขาจะขึ้นภาษีศุลกากรแคนาดาอีก 10 % เด้วยสาเหตุนี้

ในการเดินทางของทรัมป์ครั้งนี้ สงครามการค้าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญกับจีน ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เดินทางไปกับเขาบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ว่าเขามองโลกในแง่ดีว่าการพบปะกับสี จะสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าในหลายๆ ประเด็น ซึ่งการค้าเฟนทานิลและการขายถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

“ผมคิดว่าเรามีโอกาสที่ดีมากที่จะบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุม” ทรัมป์กล่าว “ผมต้องการให้เกษตรกรของเราได้รับการดูแล และเขาก็ต้องการสิ่งต่างๆ เช่นกัน”

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงของทรัมป์นั้นหายากมาก แม้กระทั่งหลังจากที่เขาเดินทางออกจากวอชิงตันแล้ว ยังคงต้องรอดูว่าการทำข้อตกลงของทรัมป์จะช่วยแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานานหรือจะเลื่อนออกไปก่อน