‘สีหศักดิ์’ ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ว่า ไทยพยายามใช้ประโยชน์จากข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชาที่ลงนามในงานอาเซียนซัมมิต เพื่อลด ‘ภาษีทรัมป์’ และใช้โอกาสนี้ปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐ ภายหลังจากที่การเมืองภายในกระทบมิติด้านเศรษฐกิจ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะใช้ประโยชน์จากความพยายามสร้างสันติภาพกับประเทศกัมพูชา เนื่องจากรู้ว่า เป็นหัวข้อที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชอบ เพื่อบรรลุข้อตกลงภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน (reciprocal Tariff) ของสหรัฐ และยังเป็นโอกาสฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐที่ดำเนินมากว่า 200 ปี แต่หยุดชะงักเนื่องจากการรัฐประหาร
นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ไทยลงนามข้อตกลงสันติภาพกับประเทศกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องพรมแดน คาดหวังว่าจะมีส่งผลเชิงบวกต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
“นับตั้งแต่ที่เราเริ่มต้นการเจรจากับกัมพูชา ซึ่งสหรัฐรับหน้าที่อำนวยความสะดวก เรากล่าวเสมอมาว่า เราหวังว่าสหรัฐจะพิจารณาประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรด้วย” สีหศักดิ์กล่าว
“เราได้แสดงจุดยืนว่า เราหวังว่าสหรัฐจะพิจารณาข้อกังวลบางประการของเราในเชิงบวก และพิจารณาการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรเหล่านี้ในบริบทที่กว้างขึ้นบนผลประโยชน์ที่เรามีร่วมกันด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
แม้ว่าความตึงเครียดเรื่องชายแดนและการเจรจาการค้าจะเป็นประเด็นที่แยกจากกันสำหรับประเทศไทย แต่ข้อตกลงที่ลงนามระหว่างในงานอาเซียนซัมมิต เปิดโอกาสให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้หารือเกี่ยวกับประเด็นภาษีศุลกากรกับทรัมป์โดยตรง เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ยุติการปะทะกันบริเวณชายแดน หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะตัดการเจรจาการค้ากับทั้งสองประเทศ
การเยือนเอเชียของทรัมป์ทำให้เห็นว่าประธานาธิบดีสหรัฐมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตรและหุ้นส่วนในเอเชีย ก่อนการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคมในประเทศเกาหลีใต้
ทรัมป์ลงนามข้อตกลงการค้ากับประเทศเจ้าภาพมาเลเซียและกัมพูชา รวมถึงข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญและแรร์เอิร์ทกับมาเลเซียและไทย จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐได้เดินทางเยือนญี่ปุ่น
อนุทินได้ลงนามกรอบการทำงานของข้อตกลงการค้ากับทรัมป์ พร้อมกับกัมพูชาในงานประกาศข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งในส่วนรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ รวมถึงการลดภาษีนำเข้า 19% ของทรัมป์ ยังคงต้องมีการเจรจากันต่อไป
ปรับดีลการค้าภาษีไทย 0%
ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ รายงานเพิ่มเติมว่า ตามเอกสารทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอนุมัติภาษีต่างตอบแทนหรือตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 0% สำหรับสินค้าบางรายการจากมาเลเซีย กัมพูชา และไทย ซึ่งเป็นมาตรการที่ประกาศอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทั้งสามประเทศอาเซียนเคยเผชิญภาษีศุลกากรต่างตอบโต้ที่ 19% แต่ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้ สินค้าหลายประเภทจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าในตลาดสหรัฐ
สาระสำคัญของข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนสหรัฐ-ไทย ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อ 26 ตุลาคม 2025 ซึ่งระบุว่า “สหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนไว้ที่ 19% ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทย และสหรัฐจะระบุสินค้าจากรายการที่กำหนดไว้ในภาคผนวก III ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14346 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 เรื่องการปรับอัตราภาษีศุลกากรที่อาจเกิดขึ้นสำหรับพันธมิตร (Potential Tariff Adjustments for Aligned Partners) จะได้รับอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนเป็นศูนย์”
โอกาสรีเซตสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ
สีหศักดิ์มองว่า นี่เป็นโอกาสในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งความท้าทายสำหรับรัฐบาลไทยคือการค้นหาพื้นที่ใหม่ ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับสหรัฐควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย
สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นนักการทูตผู้มีประสบการณ์มากว่า 40 ปี และเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค
เขากล่าวเสริมว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งลงนามกับสหรัฐระหว่างการเยือนของทรัมป์ มีศักยภาพที่จะช่วยให้ไทยพัฒนาภาคส่วนนี้
“มิติทางเศรษฐกิจมีความสำคัญ และเรายังสามารถทำอะไรได้อีกมาก” เขากล่าว “ประเทศไทยควรเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา”
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสองพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสนธิสัญญามะนิลาปี 1954 เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง และสนธิสัญญาไมตรีปี 1966 เสนอเงื่อนไขการลงทุนที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจของสหรัฐ ซึ่งช่วยสร้างภาคการผลิตที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยได้ให้สหรัฐเข้าถึงทางทหารที่สำคัญและปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่เตรียมการสำหรับการฝึกซ้อมรบร่วมที่ใหญ่ที่สุดบางส่วนของภูมิภาค
“เราต้องนำพันธมิตรสนธิสัญญานี้มาสู่สถานการณ์ปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพราะพันธมิตรสนธิสัญญานี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น” เขากล่าว “สงครามเย็นจบลงแล้ว”
ความสัมพันธ์นี้มักถูกทดสอบด้วยวัฏจักรของการรัฐประหารและการประท้วงบนท้องถนน ขณะที่รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเคลื่อนไหวเพื่อปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งความไม่สงบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
สีหศักดิ์กล่าวว่า ขั้นตอนแรกคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นภายใต้รัฐบาลที่ทหารสนับสนุน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“จากจุดที่เราเคยอยู่ — สมมติว่าเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน — ตอนนี้เราไม่ได้โดดเด่นบนเรดาร์ของสหรัฐมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองของเราไร้เสถียรภาพ” นักการทูตอาวุโสกล่าว
“สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องพยายามจัดการทางการเมืองของเราและนำการเมืองของเรากลับมาอยู่ในร่องในรอย— และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามทำ” นายสีหศักดิ์กล่าว