เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
การทูตเชิงรุกสไตล์ ‘อนุทิน’ เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน ก่อนลุย 9 ภูมิภาค พา ‘ไทย’ อยู่ในสายตาโลก
Politics การทูตเชิงรุกสไตล์ ‘อนุทิน’ เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน ก่อนลุย 9 ภูมิภาค พา ‘ไทย’ อยู่ในสายตาโลก
นครศรีฯ ‘มหานครมังคุดใต้’ กระจายผลผลิตคุณภาพ สู่ผู้บริโภค
Economic นครศรีฯ ‘มหานครมังคุดใต้’ กระจายผลผลิตคุณภาพ สู่ผู้บริโภค
คลังผนึก ธปท.ขยายฐานภาษีเล็งให้เงินกู้ดอกเบี้ยถูก-จูงใจเข้าระบบ
Finance คลังผนึก ธปท.ขยายฐานภาษีเล็งให้เงินกู้ดอกเบี้ยถูก-จูงใจเข้าระบบ
เลิกรัฐอุ้ยอ้าย ‘อ.ทีปกร’ จี้ผ่าตัดใหญ่ ใช้ AI ลดข้าราชการ 15% เปลี่ยนเป็น ‘รัฐขนาดเล็กแต่ทรงพลัง’
Politics เลิกรัฐอุ้ยอ้าย ‘อ.ทีปกร’ จี้ผ่าตัดใหญ่ ใช้ AI ลดข้าราชการ 15% เปลี่ยนเป็น ‘รัฐขนาดเล็กแต่ทรงพลัง’
เช็กสภาพอากาศวันนี้! กทม. ฝนถล่ม 60% อีสานตอนบนเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
News เช็กสภาพอากาศวันนี้! กทม. ฝนถล่ม 60% อีสานตอนบนเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
จุดสมดุล ‘ดาต้า เซ็นเตอร์’
Columns จุดสมดุล ‘ดาต้า เซ็นเตอร์’
บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ เมโทร กรุ๊ป คือ ‘แพลตฟอร์ม’ 
Automotive บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ เมโทร กรุ๊ป คือ ‘แพลตฟอร์ม’ 
ตลาดหุ้นไทย ก.ย. ผันผวน เลือกหุ้นได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
Finance ตลาดหุ้นไทย ก.ย. ผันผวน เลือกหุ้นได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
มาตรการใหม่ “ฟรีวีซ่า 30 วัน” เพื่อการท่องเที่ยว 60 ประเทศ ดีเดย์ 15 กันยาฯนี้
Business มาตรการใหม่ “ฟรีวีซ่า 30 วัน” เพื่อการท่องเที่ยว 60 ประเทศ ดีเดย์ 15 กันยาฯนี้
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ โชว์ บนเวทีอาเซียนซัมมิต

29 ต.ค. 2568 | 11:39น.
Trump-shows-off-ASEAN-stage
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

กลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ไม่เพียงเป็นหนึ่งในภูมิภาคของโลกที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลกเท่านั้น ยังเป็น “หุ้นส่วนทางการค้า” ที่สำคัญยิ่งต่อทั้ง สหรัฐอเมริกาและจีน จนกระทั่งทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสอง จึงกลายเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาเซียนจะต้องตกอยู่ในสภาพ “อยู่ระหว่างเขาควาย” ที่กำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า อาเซียนต้องการ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีอเมริกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ครั้งนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพื่อยืนยันถึงนัยสำคัญต่อการคงอยู่ของอาเซียนทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ กระนั้น ทรัมป์เองก็ต้องการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน เพื่อแสวงหาเวทีแสดงบทบาทที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และประสบความสำเร็จด้วยดีจนกลายเป็น “กระแสหลัก” ในอาเซียนซัมมิตครั้งนี้ไป

นั่นคือที่มาของการสร้าง “เซอร์ไพรส์” ครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยมีใครคาดการณ์กันมาก่อน ด้วยการประกาศทำความตกลงทางการค้ากับ 2 ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างกัมพูชาและมาเลเซีย เท่านั้น ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อทำความตกลงทางการค้ากับไทย และเวียดนาม ที่ไม่เคยมีใครระแคะระคายมาก่อนด้วยอีกต่างหาก

และที่สำคัญที่สุดก็คือ การใช้เวทีการประชุมของอาเซียนครั้งนี้ ประกาศถึงการทำความตกลงใน “กรอบการดำเนินการ” ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงจังหวะเวลาก่อนหน้าที่จะมีการพบหารือสุดยอดกันระหว่างทรัมป์กับ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีน ที่เกาหลีใต้ ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง

“สหรัฐอเมริกา มาเพื่อพวกท่านทั้งหลาย เรายึดมั่นในพันธะแห่งเสรี ที่เปิดกว้างและรุ่งโรจน์ของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามในความตกลงทางการค้ากับกัมพูชาและมาเลเซีย ย้ำต่อด้วยว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางมาในครั้งนี้ก็คือ “ภารกิจเพื่อมิตรภาพและเจตนารมณ์ที่ดี” ในอันที่จะกระชับความสัมพันธ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นต่อไป

มูลค่าทางการค้าโดยรวมระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 10 ชาติอาเซียนสูงถึง 475,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่ความตกลงทางการค้า 2 ฉบับ กับ “กรอบการเจรจา” อีก 2 ฉบับ ที่ทรัมป์ลงนามไปก่อนหน้านี้ครอบคลุมการค้าคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของการค้าโดยรวมทั้งหมด หลังจากที่เคยข่มขู่ประเทศทั้งสี่ด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสูงลิ่ว เพื่อบีบให้ประเทศเหล่านี้ เปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น

ผลจากการทำความตกลงครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาลดอัตราเรียกเก็บภาษีขาเข้าที่เคยขู่ไว้ลง แต่ยังคงเรียกเก็บอยู่ในอัตราที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา อยู่ที่ระหว่าง 19-20% สำหรับประเทศที่มีการประกาศความตกลงในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐอเมริกาได้บรรลุความตกลงทางการค้ากับเวียดนาม คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่กลับกลายเป็นข้อกังขาขึ้นตามมา เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเผยแพร่แถลงการณ์ร่วม พร้อมกับแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับความตกลงดังกล่าวออกมาได้ ใน “กรอบการเจรจา” กับเวียดนาม ที่ประกาศล่าสุดบนเวทีอาเซียน มีรายละเอียดบางด้านเหล่านี้ปรากฏอยู่ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกันต่อไปในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อให้บรรลุถึงความตกลงขั้นสุดท้ายในที่สุด

เอกสารที่เผยแพร่ออกมาโดยสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนหนึ่งระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในพันธะที่จะเสริมสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกันให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป้าหมายร่วมกันในการขยายห่วงโซ่อุปทานให้มั่นคง รวมทั้งแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีและความร่วมมือในการควบคุมการส่งออก” ซึ่งผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า เป็นความพยายามที่จะกันจีนออกจากการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าที่จะมีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ข้อความที่คลุมเครือที่ว่านี้ ยังคงนุ่มนวลกว่าเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในความตกลงทางการค้าที่ทำขึ้นกับมาเลเซียและกัมพูชาด้วยซ้ำไป

รายละเอียดของความตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้นระบุไว้ชัดเจนมากว่า มาเลเซียและกัมพูชา ต้องร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อต้าน “ประเทศที่สาม” ที่เป็นเป้าหมายในขอบเขตต่าง ๆ อาทิ การกลั่นกรองการลงทุน, การควบคุมการส่งออก และการหลีกเลี่ยงพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ว่ากันว่า ในกรอบเจรจาที่ทำขึ้นไว้กับประเทศไทย ก็มีเนื้อหาแบบเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐ มีเนื้อความตอนหนึ่งระบุว่า “สหรัฐอเมริกาและไทย จะกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรมของฝ่ายที่สาม และการร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก กับการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร”

ประเด็นเซอร์ไพรส์ที่แท้จริง เกิดขึ้นในระหว่างการเจรจาคู่ขนานกับการประชุมอาเซียนระหว่างทีมตัวแทนของสหรัฐอเมริกา นำโดย “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลัง กับคณะเจรจาของจีน ที่นำโดย หลี่ เฉิงกัง ผู้แทนเจรจาการค้าสูงสุดของจีน ที่ทำให้หลังการเจรจา ทรัมป์ ถึงกับออกปากกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่า เรากำลังจะมีความตกลงกับจีน”

เบสเซนต์ให้รายละเอียดเอาไว้ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันใน “ฉันทามติเบื้องต้น” ระหว่างกัน ซึ่งจะยังผลให้การปรับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนเป็น 100% นั้นเป็นอันตกไป ในขณะที่จีนก็พร้อมที่จะ “ชะลอ” การควบคุมการส่งออกสินแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในเครื่องบินรบ สมาร์ทโฟน และยานยนต์ไฟฟ้า ออกไปเป็นเวลา 1 ปี เพื่อทบทวนข้อดีข้อเสียของมาตรการดังกล่าว

หลี่ เฉิงกัง ยอมรับว่าจุดยืนของสหรัฐแข็งกร้าวมาก แต่จีนเองก็มีประสบการณ์ในการเจรจา จนสามารถสร้างเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ในที่สุดก็กลายเป็นความตกลงซึ่งช่วยแก้ไขความกังวลของทั้งสองฝ่ายได้ หัวหน้าทีมเจรจาของจีนระบุว่า ขั้นตอนถัดไปก็คือ การนำเอาความตกลงที่ได้ไปผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบของแต่ละฝ่ายต่อไป

ทุกฝ่ายได้แต่หวังกันว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงผันแปรใด ๆ เกิดขึ้นอีก เพื่อให้สงครามการค้าที่คุกรุ่นได้ยุติลงอย่างเป็นทางการเสียที