Skip to content

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ โชว์ บนเวทีอาเซียนซัมมิต

29 ต.ค. 2568 | 11:39น.
‘โดนัลด์ ทรัมป์’ โชว์ บนเวทีอาเซียนซัมมิต
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

กลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ไม่เพียงเป็นหนึ่งในภูมิภาคของโลกที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลกเท่านั้น ยังเป็น “หุ้นส่วนทางการค้า” ที่สำคัญยิ่งต่อทั้ง สหรัฐอเมริกาและจีน จนกระทั่งทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสอง จึงกลายเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาเซียนจะต้องตกอยู่ในสภาพ “อยู่ระหว่างเขาควาย” ที่กำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า อาเซียนต้องการ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีอเมริกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ครั้งนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพื่อยืนยันถึงนัยสำคัญต่อการคงอยู่ของอาเซียนทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ กระนั้น ทรัมป์เองก็ต้องการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน เพื่อแสวงหาเวทีแสดงบทบาทที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และประสบความสำเร็จด้วยดีจนกลายเป็น “กระแสหลัก” ในอาเซียนซัมมิตครั้งนี้ไป

นั่นคือที่มาของการสร้าง “เซอร์ไพรส์” ครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยมีใครคาดการณ์กันมาก่อน ด้วยการประกาศทำความตกลงทางการค้ากับ 2 ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างกัมพูชาและมาเลเซีย เท่านั้น ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อทำความตกลงทางการค้ากับไทย และเวียดนาม ที่ไม่เคยมีใครระแคะระคายมาก่อนด้วยอีกต่างหาก

และที่สำคัญที่สุดก็คือ การใช้เวทีการประชุมของอาเซียนครั้งนี้ ประกาศถึงการทำความตกลงใน “กรอบการดำเนินการ” ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงจังหวะเวลาก่อนหน้าที่จะมีการพบหารือสุดยอดกันระหว่างทรัมป์กับ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีน ที่เกาหลีใต้ ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง

“สหรัฐอเมริกา มาเพื่อพวกท่านทั้งหลาย เรายึดมั่นในพันธะแห่งเสรี ที่เปิดกว้างและรุ่งโรจน์ของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามในความตกลงทางการค้ากับกัมพูชาและมาเลเซีย ย้ำต่อด้วยว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางมาในครั้งนี้ก็คือ “ภารกิจเพื่อมิตรภาพและเจตนารมณ์ที่ดี” ในอันที่จะกระชับความสัมพันธ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นต่อไป

มูลค่าทางการค้าโดยรวมระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 10 ชาติอาเซียนสูงถึง 475,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่ความตกลงทางการค้า 2 ฉบับ กับ “กรอบการเจรจา” อีก 2 ฉบับ ที่ทรัมป์ลงนามไปก่อนหน้านี้ครอบคลุมการค้าคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของการค้าโดยรวมทั้งหมด หลังจากที่เคยข่มขู่ประเทศทั้งสี่ด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสูงลิ่ว เพื่อบีบให้ประเทศเหล่านี้ เปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น

ผลจากการทำความตกลงครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาลดอัตราเรียกเก็บภาษีขาเข้าที่เคยขู่ไว้ลง แต่ยังคงเรียกเก็บอยู่ในอัตราที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา อยู่ที่ระหว่าง 19-20% สำหรับประเทศที่มีการประกาศความตกลงในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐอเมริกาได้บรรลุความตกลงทางการค้ากับเวียดนาม คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่กลับกลายเป็นข้อกังขาขึ้นตามมา เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเผยแพร่แถลงการณ์ร่วม พร้อมกับแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับความตกลงดังกล่าวออกมาได้ ใน “กรอบการเจรจา” กับเวียดนาม ที่ประกาศล่าสุดบนเวทีอาเซียน มีรายละเอียดบางด้านเหล่านี้ปรากฏอยู่ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกันต่อไปในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อให้บรรลุถึงความตกลงขั้นสุดท้ายในที่สุด

เอกสารที่เผยแพร่ออกมาโดยสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนหนึ่งระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในพันธะที่จะเสริมสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกันให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป้าหมายร่วมกันในการขยายห่วงโซ่อุปทานให้มั่นคง รวมทั้งแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีและความร่วมมือในการควบคุมการส่งออก” ซึ่งผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า เป็นความพยายามที่จะกันจีนออกจากการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าที่จะมีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ข้อความที่คลุมเครือที่ว่านี้ ยังคงนุ่มนวลกว่าเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในความตกลงทางการค้าที่ทำขึ้นกับมาเลเซียและกัมพูชาด้วยซ้ำไป

รายละเอียดของความตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้นระบุไว้ชัดเจนมากว่า มาเลเซียและกัมพูชา ต้องร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อต้าน “ประเทศที่สาม” ที่เป็นเป้าหมายในขอบเขตต่าง ๆ อาทิ การกลั่นกรองการลงทุน, การควบคุมการส่งออก และการหลีกเลี่ยงพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ว่ากันว่า ในกรอบเจรจาที่ทำขึ้นไว้กับประเทศไทย ก็มีเนื้อหาแบบเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐ มีเนื้อความตอนหนึ่งระบุว่า “สหรัฐอเมริกาและไทย จะกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรมของฝ่ายที่สาม และการร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก กับการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร”

ประเด็นเซอร์ไพรส์ที่แท้จริง เกิดขึ้นในระหว่างการเจรจาคู่ขนานกับการประชุมอาเซียนระหว่างทีมตัวแทนของสหรัฐอเมริกา นำโดย “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลัง กับคณะเจรจาของจีน ที่นำโดย หลี่ เฉิงกัง ผู้แทนเจรจาการค้าสูงสุดของจีน ที่ทำให้หลังการเจรจา ทรัมป์ ถึงกับออกปากกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่า เรากำลังจะมีความตกลงกับจีน”

เบสเซนต์ให้รายละเอียดเอาไว้ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันใน “ฉันทามติเบื้องต้น” ระหว่างกัน ซึ่งจะยังผลให้การปรับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนเป็น 100% นั้นเป็นอันตกไป ในขณะที่จีนก็พร้อมที่จะ “ชะลอ” การควบคุมการส่งออกสินแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในเครื่องบินรบ สมาร์ทโฟน และยานยนต์ไฟฟ้า ออกไปเป็นเวลา 1 ปี เพื่อทบทวนข้อดีข้อเสียของมาตรการดังกล่าว

หลี่ เฉิงกัง ยอมรับว่าจุดยืนของสหรัฐแข็งกร้าวมาก แต่จีนเองก็มีประสบการณ์ในการเจรจา จนสามารถสร้างเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ในที่สุดก็กลายเป็นความตกลงซึ่งช่วยแก้ไขความกังวลของทั้งสองฝ่ายได้ หัวหน้าทีมเจรจาของจีนระบุว่า ขั้นตอนถัดไปก็คือ การนำเอาความตกลงที่ได้ไปผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบของแต่ละฝ่ายต่อไป

ทุกฝ่ายได้แต่หวังกันว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงผันแปรใด ๆ เกิดขึ้นอีก เพื่อให้สงครามการค้าที่คุกรุ่นได้ยุติลงอย่างเป็นทางการเสียที