Skip to content

เฟด หั่นดอกเบี้ยอีก 0.25% พร้อมหยุด QT เติม ‘สภาพคล่อง’

01 พ.ย. 2568 | 11:08น.
เฟด หั่นดอกเบี้ยอีก 0.25% พร้อมหยุด QT เติม ‘สภาพคล่อง’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการลดติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลงไปอยู่ในช่วง 3.75-4%

อย่างไรก็ตาม เป็นมติที่ไม่เอกฉันท์ เนื่องจากมีกรรมการ 2 คน เห็นต่าง โดยสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้ลด 0.50% ส่วนเจฟฟรีย์ ชมิดท์ ประธานเฟดสาขาแคนซัสซิตี้ มีความเห็นตรงข้าม โดยไม่ต้องการให้ปรับลดเลย

การประชุมในครั้งนี้ เฟดอยู่ในสภาพที่เกือบจะ “ตาบอด” เพราะต้องตัดสินใจไปโดยมีข้อมูลอย่างจำกัด หรือน้อยมาก เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลเกี่ยวกับร่างงบประมาณ ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลต้องชัตดาวน์ หรือ “ปิดทำการ” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงไม่ได้จัดทำข้อมูลสำคัญหลายอย่างออกเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานนอกภาคเกษตร ค้าปลีก และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคอื่น ๆ เพื่อให้เฟดประกอบการตัดสินใจ มีเพียงอัตรา “เงินเฟ้อ” เท่านั้นที่มีการเผยแพร่ออกมา เฟดจึงต้องอาศัยข้อมูลเงินเฟ้อเป็นหลักในการตัดสินใจ

แถลงการณ์คณะกรรมการระบุว่า จากข้อมูลเท่าที่หาได้บ่งบอกว่า กิจกรรมเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ “ปานกลาง” การจ้างงานชะลอตัวลง อัตราว่างงานขยับขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้และค่อนข้างสูงอยู่ ทั้งนี้ แถลงการณ์เน้นย้ำถึงความกังวลต่อตลาดแรงงาน ซึ่งมี “ความเสี่ยงด้านลบ” เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ไม่ได้บอกถึงทิศทางการประชุมเดือนธันวาคม แต่การประชุมเมื่อเดือนกันยายนบ่งชี้ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยจำนวน 3 ครั้งในปีนี้ (2025)

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดชี้ว่า ไม่อยากให้สันนิษฐานว่าจะมีการลดดอกเบี้ยแน่ ๆ ในเดือนธันวาคม เพราะคณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกันมาก ในขณะนี้มีเสียงสอดประสานกันมากขึ้นว่า อย่างน้อยควรรอดูสถานการณ์ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

คำกล่าวของพาวเวลล์ ทำให้ตลาดและเทรดเดอร์ลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม จาก 90% เหลือ 67%

พาวเวลล์ยอมรับว่าเศรษฐกิจยังคงส่งสัญญาณ “ผสมผสาน” อย่างต่อเนื่อง มีการแยกเป็น “สองทาง” โดยในส่วนของผู้บริโภคแบ่งเป็นฟากผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำ ใช้จ่ายอย่างจำกัดจำเขี่ย ส่วนฟากของผู้มีรายได้สูงกลับใช้จ่ายอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเติบโตด้วยการลงทุนของภาคธุรกิจ แต่ทว่าก็ไม่ได้นำไปสู่การจ้างงานที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ แม้แต่ก่อนการชัตดาวน์ก็มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้การปลดคนงานจะอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่อัตราการจ้างงานกลับแทบไม่กระเตื้อง ส่วนเงินเฟ้อก็ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 3% ปัจจัยสำคัญเกิดจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงสินค้าหลายรายการที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและทางอ้อมกับภาษีศุลกากรของทรัมป์ แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 3.1%

นอกจากลดดอกเบี้ยแล้ว เฟดยังได้ยุติการลดงบดุลของเฟด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ จากที่ก่อนหน้านี้เฟดได้ทยอยลดงบดุลเพื่อเข้าสู่โหมด “นโยบายการเงินตึงตัว” หรือ QT และได้เริ่มลดงบดุลลงไปแล้ว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยการปล่อยให้พันธบัตรและหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อจำนองหนุนหลัง หมดอายุไปโดยไม่ซื้อต่อ เพื่อดึงสภาพคล่องที่มีอย่างมหาศาลออกจากตลาด หลังจากอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดมากถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก้าวกระโดดอย่างมาก จากเดิมที่มีอยู่เพียง 4 ล้านล้านดอลลาร์

การยุติ QT จะเป็นการช่วย “เพิ่มสภาพคล่อง” ให้ตลาด หลังจากเฟดเห็นสัญญาณว่าตลาดเงินเริ่มจะขาดแคลนสภาพคล่อง ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันอยู่แล้วว่า เฟดจะยุติ QT ในเดือนตุลาคม หรือภายในสิ้นปีนี้

ด้านสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรส ได้ออกมาเตือนว่าการชัตดาวน์รัฐบาล ที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อาจสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจสหรัฐ ตั้งแต่ 7,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือทำให้จีดีพีหายไป 2% ในไตรมาสที่ 4 ของปี

โดยระดับความเสียหายจะขึ้นกับระยะเวลาชัตดาวน์ หากยุติลงภายในสิ้นเดือนตุลาคม ความเสียหายจะอยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากยังดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน จะเพิ่มเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ และหากลากยาวไปถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน ความเสียหายจะพุ่งไปที่ 14,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนการพบปะระหว่างผู้นำสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ที่ทั่วโลกรอคอย ในที่สุดก็เกิดขึ้นเสียที เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบหน้ากันแล้วที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เพื่อพูดคุยกันตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการค้าและภาษีศุลกากร

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวกับทรัมป์ว่า จีนและสหรัฐควรเป็น “หุ้นส่วนและเพื่อน” เป็นธรรมดาที่ผู้นำเศรษฐกิจโลกจะไม่ลงรอยกันเป็นครั้งคราว แต่สองฝ่ายควรร่วมมือกัน เพื่อรับประกันว่า “เรือยักษ์” แห่งความสัมพันธ์ทวิภาคีจะแล่นไปได้อย่างราบรื่น

ทรัมป์เปิดเผยหลังการประชุมว่า สามารถบรรลุข้อตกลงเป็นเวลา 1 ปีกับผู้นำจีน ในเรื่องแร่ธาตุหายากหรือแรร์เอิร์ทและแร่ธาตุจำเป็น สหรัฐได้ลดภาษีเกี่ยวกับเฟนทานิลลงครึ่งหนึ่งให้กับจีน ทำให้สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ถูกปรับลดจาก 57% เหลือ 47% ส่วนจีนจะเพิ่มการปราบเฟนทานิล และกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

หลังจากนี้ ตนจะเดินทางไปเยือนจีนเดือนเมษายนปีหน้า (2026) ต่อจากนั้นผู้นำจีนก็จะมาเยือนสหรัฐ