เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สงครามภาษีของทรัมป์ กับคำพิพากษาของศาลสูงสุด

04 พ.ย. 2568 | 10:45น.
Donald Trump (REUTERS/Jonathan Ernst)

Donald Trump (REUTERS/Jonathan Ernst)

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก 
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พาณิชย์

ในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่หลายคนเรียกว่า เป็นการศึกครั้งใหญ่หลวงที่สุดในการทำสงครามการค้าของทรัมป์ นั่นคือการต่อสู้ที่รัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (US Supreme Court)

โจทก์ในคดีนี้คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก กับกลุ่มรัฐต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับอำนาจในการประกาศพิกัดอัตราภาษีศุลกากร “เพื่อการตอบโต้” ที่ผ่านมาของประธานาธิบดี โดยชี้ว่า ทรัมป์ใช้อำนาจประกาศภาษีเหล่านั้นโดยมิชอบ และขอให้ศาลพิพากษาว่า ภาษีศุลกากรทั้งหลายที่ทรัมป์บัญญัติใช้โดยอาศัยอำนาจดังกล่าวควรเป็นโมฆะและต้องยกเลิกไปทั้งหมด

หากศาลสูงเห็นพ้องกับคำฟ้องดังกล่าว ก็เท่ากับว่า ยุทธศาสตร์ทางการค้าที่ทรัมป์นิยมชมชอบและใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศก็จะถูก “ถอนรากถอนโคน” พิกัดอัตราภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าที่เคยประกาศใช้ ซึ่งรวมทั้งภาษีตอบโต้กับทุกประเทศทั่วโลกที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ก็เป็นอันถูกยกเลิก และมีแนวโน้มที่ว่า รัฐบาลอาจต้องจ่ายเงินภาษีที่เคยเรียกเก็บมารวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ กลับคืนให้กับเจ้าของกิจการต่าง ๆ

โดยกระบวนการแล้ว วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้จะเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการของศาลสูง ที่จะมีการรับฟังข้อโต้แย้งจากทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการหารือระหว่างองค์คณะผู้พิพากษาด้วยกัน ซึ่งในที่สุดก็จะลงมติออกมาเป็นคำพิพากษาที่ถือว่าเป็นการ “ถึงที่สุด” ของคดีนี้ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานเป็นเดือนหรือหลายเดือน ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยพูดถึงคดีนี้เอาไว้หลายครั้งว่า เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญ โดยเตือนว่าหากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้ในคดีนี้ จะทำให้ตนตกอยู่ในสภาพเหมือน “ถูกมัดมือ” เอาไว้ระหว่างการเจรจาทางการค้า และจะส่งผลเสียอย่างสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ทรัมป์พูดอยู่เสมอว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของตนเอง แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติ และย้ำอยู่เสมอว่า หากพ่ายแพ้ สหรัฐอเมริกาจะถูกทำให้ “อ่อนแอลง” และตกอยู่ในสภาวะ “ยุ่งเหยิงทางการเงิน” เป็นเวลานานหลายปี

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ชี้ว่า หัวใจของคดีนี้ก็คือ ศาลสูงสหรัฐอเมริกาต้องชี้ขาดออกมาให้ได้ว่า อำนาจของประธานาธิบดีนั้นครอบคลุมกว้างขวางแค่ไหน ในการประกาศใช้พิกัดอัตราภาษีศุลกากรเหล่านั้น ทรัมป์ อาศัยความตามบทบัญญัติในรัฐบัญญัติว่าด้วยอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้เมื่อปี 1977 เหตุผลที่ทรัมป์เลือกที่จะใช้อำนาจโดยอ้างอิงกับรัฐบัญญัตินี้เป็นเพราะเอื้อต่อการปรับใช้ในหลาย ๆ กรณีได้อย่างยืดหยุ่นแถมยังรวดเร็วด้วยอีกต่างหาก ขอเพียงออกประกาศว่าเกิดมีภาวะฉุกเฉินขึ้น ก็สามารถออกประกาศมาตรการต่าง ๆ ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนซึ่งใช้เวลายาวนานกว่ามาก

ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีน, เม็กซิโก และแคนาดา จนสูงลิ่ว โดยอ้างว่ามีการลักลอบค้ายาผิดกฎหมายจากประเทศเหล่านั้น อันเข้าข่ายเป็นภาวะฉุกเฉิน จากนั้น ทรัมป์ นำกฎหมายนี้มาใช้อีกครั้งในเดือนเมษายน เพิ่มภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าจากแทบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ 10% ไปจนถึง 50% คราวนี้อ้างว่า ภาวะขาดดุลทางการค้ามหาศาลของสหรัฐอเมริกาเป็นภาวะฉุกเฉิน คือเป็นภัยคุกคามที่ “พิเศษและไม่ปกติอย่างยิ่ง”

ฝ่ายตรงกันข้ามของทรัมป์อ้างว่า รัฐบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีเฉพาะแต่การออกกฎเกณฑ์ทางการค้าเท่านั้น ในบทบัญญัติไม่มีคำว่า “ภาษีศุลกากร” (Tariffs) ปรากฏอยู่แม้แต่คำเดียว

เพราะตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกานั้น มีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่สามารถกำหนดพิกัดอัตราภาษีทั้งหลายได้ นอกจากนั้นยังไม่เห็นด้วยกับบรรดาสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่าเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการขาดดุลทางการค้า ที่ไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉินแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ที่น่าสนใจก็คือ บรรดาสมาชิกรัฐสภาจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างเห็นพ้องว่า รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า หน้าที่ในการกำหนด ภาษีศุลกากร ค่าอากรและภาษี เป็นของรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคเดโมแครตกว่า 200 คน กับสมาชิกรีพับลิกันอีก 1 คน คือ วุฒิสมาชิก ลิซา เมอร์คอฟสกี้ ได้จัดทำบทบรรยายสรุปยื่นต่อศาลสูงสุดไปก่อนหน้านี้ ตอกย้ำว่า รัฐบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบในการเจรจาการค้าแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้เคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ นั่นคือการผ่านมติ 3 ฉบับ ที่มีสาระสำคัญปฏิเสธการประกาศภาษีศุลกากรของทรัมป์ โดยหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นร่างกฎหมายยุติภาวะฉุกเฉินที่ทรัมป์เคยประกาศเอาไว้ ที่ว่าการดำเนินการนี้เป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ เพราะว่า ร่างมติทั้ง 3 ยังจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ และไม่มีวันให้ความเห็นชอบด้วยแน่นอน

ในคดีประวัติศาสตร์คดีนี้ ศาลชั้นต้นที่ผ่านมา พิพากษาไปในทางที่เป็นโทษต่อทรัมป์ทั้งสิ้น ในส่วนของศาลสูงสุด หลังจากเปิดให้มีการรับฟังกันแล้ว ศาลสูงจะมีระยะเวลาอีกหลายเดือนในการพิจารณาคดี แต่ต้องไม่เกินเดือนมิถุนายนศกหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า องค์คณะผู้พิพากษาจะมีมติคำพิพากษาออกมาในราวเดือนมกราคมที่จะถึงนี้เท่านั้น

คำพิพากษาดังกล่าวจะส่งผลผูกพันกระทบไปทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาเอง เงินจำนวน 90,000 ล้านดอลลาร์ ผูกโยงอยู่กับคำพิพากษานี้

นั่นคือเม็ดเงินที่จัดเก็บเป็นภาษีขาเข้าที่มีการชำระเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของภาษีศุลกากรที่สหรัฐอเมริกาเก็บได้ตลอดปีนี้ ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์เตือนว่า ยอดรวมดังกล่าวอาจสูงขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าหากศาลยืดการตัดสินออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน

หากคำพิพากษาเป็นไปในทางที่เป็นโทษต่อทรัมป์และรัฐบาล ความตกลงทางการค้าที่ทรัมป์เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ก็อาจมีปัญหาทับซ้อนขึ้นมาอีกระดับ ตัวอย่างเช่น กรณีความตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งอียูยังไม่ให้สัตยาบันรับรอง และจะยังไม่ให้สัตยาบันจนกว่าคำพิพากษาของศาลสูงจะปรากฏออกมา เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศยอมรับว่า หากศาลสูงสหรัฐอเมริกาพิพากษาออกมายกเลิกภาษีศุลกากรของทรัมป์ ก็นับว่าดี แต่ถือเป็นเพียงแค่สัญญาณในเชิงบวกเท่านั้นสำหรับการค้าโลก ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาทั้งหมดอยู่ดี ตราบเท่าที่ประธานาธิบดียังคงเป็นทรัมป์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีทรัมป์