Skip to content

สภาคองเกรสมีมติเปิดเผยเอกสาร ‘คดีเอปสตีน’ ของกระทรวงยุติธรรม

19 พ.ย. 2568 | 08:45น.
สภาคองเกรสมีมติเปิดเผยเอกสาร ‘คดีเอปสตีน’ ของกระทรวงยุติธรรม

สภาคองเกรสผ่านร่างมติเปิดเผยเอกสารของกระทรวงยุติธรรมในคดีเอปสตีน นักการเงินผู้อื้อฉาวที่ถูกตัดสินให้มีความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังจาก ‘ทรัมป์’ เปลี่ยนท่าทีเป็นไม่คัดค้านการเปิดเผยอย่างกะทันหัน

รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า สภาคองเกรสสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติเกือบเป็นเอกฉันท์ให้เปิดเผยเอกสารที่เหลือของกระทรวงยุติธรรมในคดีนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคัดค้านการเปิดเผยมานานหลายเดือนก่อนที่จะเปลี่ยนท่าที

สองวันหลังจากทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 427 ต่อ 1 เสียง ส่งผลให้มีมติให้เปิดเผยบันทึกที่ไม่เป็นความลับทั้งหมดเกี่ยวกับนายเอปสตีนต่อวุฒิสภา ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และได้อนุมัติร่างกฎหมายให้เปิดเผยอย่างรวดเร็ว จนทำเนียบขาวผิดคาด ซึ่งสามารถส่งให้ทรัมป์ลงนามได้เร็วที่สุดในวันนี้ (19 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่าผู้นำสหรัฐพร้อมลงนามเมื่อเอกสารมาถึง

เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับเอปสตีนเป็นเสี้ยนหนามทางการเมืองที่คอยกัดกินทรัมป์มาหลายเดือน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาขยายทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับเอปสตีนให้กับผู้สนับสนุน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่สนับสนุนทรัมป์เชื่อว่ารัฐบาลของเขาได้ปกปิดความสัมพันธ์ของเอปสตีนกับบุคคลทรงอิทธิพลหลายคนในสหรัฐ และปกปิดรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา ซึ่งถูกตัดสินว่า เป็นการฆ่าตัวตายในเรือนจำแมนฮัตตันในปี 2019

เอปสตีนเป็นนักการเงินชาวนิวยอร์ก ที่เคยผูกมิตรกับบรรดาชายที่ทรงอิทธิพลในประเทศ

ก่อนการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ผู้รอดชีวิตที่กล่าวหาว่าถูกเอปสตีนล่วงละเมิดทางเพศหลายคนได้เข้าร่วมกับสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันสามคนนอกอาคารรัฐสภาสหรัฐ เพื่อเรียกร้องให้มีการเปิดเผยบันทึกดังกล่าว ผู้หญิงเหล่านี้ถือรูปถ่ายของตัวเองในวัยเยาว์ ซึ่งเป็นอายุที่พวกเธอบอกว่าได้พบกับเอปสตีนเป็นครั้งแรก

การต่อสู้เกี่ยวกับเอกสารของเอปสตีนส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์ ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในปีนี้ จากผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่สรุปเมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน ซึ่งพบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่เห็นด้วยกับการจัดการเรื่องนี้ของทรัมป์ ในบรรดาผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันมีเพียง 44% เท่านั้นที่คิดว่าทรัมป์สามารถจัดการสถานการณ์ได้ดี

ในอดีตทรัมป์ได้เข้าสังคมและสังสรรค์กับเอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 ก่อนที่จะเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่ารอยร้าว แต่มิตรภาพในอดีตกลับกลายเป็นจุดอ่อนของประธานาธิบดีกับผู้สนับสนุน และจนปัจจุบันทรัมป์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางอาญาในคดีทางเพศของเอปสตีน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ในอังกฤษ สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมแถลงว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ถอดพระราชอิสริยยศ ‘เจ้าชาย’ ของแอนดรูว์ พระอนุชา เหลือเพียงนายแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เนื่องจากความเกี่ยวข้องกับคดีอื้อฉาวของนายเอปสตีน โดยทรงตรัสถึงเหตุผลในการตัดสินพระทัยครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการยืนหยัดเคียงข้างเหยื่อทั้งหลายที่ถูกทารุณกรรม แม้แอนดรูว์จะปฏิเสธต่อข้อกล่าวหามาโดยตลอด รวมถึงจบคดีนอกศาล เมื่อเหยื่อซึ่งคือ เวอร์จิเนีย จิวเฟร ยื่นฟ้องกล่าวหาพระอนุชากษัตริย์ล่วงละเมิดทางเพศขณะเธออายุ 18 ปี

พร้อมกันนี้มีพระบรมราชโองการขับไล่จากวังวินด์เซอร์ แจ้งให้ย้ายไปพำนักแซนดริงแฮม ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รุนแรงที่สุดต่อสมาชิกราชวงศ์ในประวัติศาสตร์อังกฤษยุคใหม่ ที่ต้องกอบกู้ชื่อเสียงในยามที่ความนิยมตกต่ำลงในหมู่คนรุ่นใหม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ สภาคองเกรส เอปสตีน