รัฐบาลสหรัฐกล่าวปกป้องนโยบายภาษีต่างตอบแทนหรือตอบโต้ ยืนยันว่าไม่ได้ถอย ภายหลังจากที่ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารยกเลิกภาษีผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ
เอ็นบีซี นิวส์ (NBC News) รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกล่าวปกป้องเกี่ยวกับการยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้าอาหารกว่า 200 รายการ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำเนียบขาวจำนนต่อนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเสาหลัก
ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสาร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 ตามเวลาท้องถิ่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังเสริมสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ด้วยการออกคำสั่งฝ่ายบริหารแก้ไขขอบเขตของภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนหรือตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) โดยกำหนดให้สินค้าเกษตรบางรายการไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป ได้แก่ ชาและกาแฟ ผลไม้เมืองร้อนและน้ำผลไม้ โกโก้และเครื่องเทศ กล้วย ส้ม มะเขือเทศ เนื้อวัว และปุ๋ยบางชนิด หลังจาก “การเจรจาการค้าแบบต่างตอบแทนมีความคืบหน้าอย่างมาก ประกอบกับอุปสงค์และกำลังการผลิตสำหรับสินค้าบางชนิดในสหรัฐมีเพียงพอ”
กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดียมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมสำหรับผู้ส่งออกชาวอินเดีย เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรโดยรวมของอินเดียไปยังสหรัฐ ไม่รวมกุ้ง มีมูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 8.1 หมื่นล้านบาท)
“อินเดียเคยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 50% แต่ตอนนี้ภาษีนำเข้าทั้งหมดกลายเป็นศูนย์แล้ว” เจ้าหน้าที่กระทรวคนหนึ่งกล่าว การปรับแก้ขอบเขตของภาษีในสินค้าอาหารชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศจะได้รับผลประโยชน์จากการแก้ไขขอบเขตภาษีศุลกากร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น หลังจีดีพีเติบโต 4% ในไตรมาสที่สาม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมาก เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ประกาศว่าสินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบโต้ 19% จากสหรัฐ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการดังกล่าว
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่” เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวกับ CNBC ในวันที่ 17 พฤศจิกายน เมื่อถูกถามว่า การกลับลำครั้งนี้เป็นการยอมรับหรือไม่ว่า นโยบายภาษีต่างตอบโต้มีส่วนทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยแฮสเซตต์อ้างถึงในกรณีก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลสหรัฐยกเว้นภาษีในสินค้าบางรายการตามกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ยังกล่าวโทษรัฐบาลไบเดน ผ่านทาง ABC News ว่า ระหว่างช่วงโควิด-19 ระบาด รัฐบาลในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทำให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น
ตามข้อมูลล่าสุดของ เอ็นบีซี นิวส์ เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบในระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2024 ถึง 1 พฤศจิกายน 2025 ราคาน้ำส้มคั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 29% ขณะที่ราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 13.5%
แม้ปัจจัยบางประการที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษีนำเข้า แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระมากกว่า 50% ของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าของทรัมป์ อีกทั้งภาคธุรกิจและนักวิเคราะห์ยังส่งสัญญาณเตือนผลกระทบของภาษีนำเข้า โดยระบุว่า ภาษีเหล่านี้กำลังซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อที่ฝังรากลึกนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุน
โฆษกทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ว่า รัฐบาลยังคงยึดมั่นในนโยบายภาษีศุลกากร ซึ่งก่อให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานหลายล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐ และมาพร้อมข้อตกลงการค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับแรงงาน อุตสาหกรรม และเกษตรกรชาวอเมริกัน