‘ทรัมป์’ รีดภาษีแคนาดา 50% ‘หยั่งเชิง’ ใช้ กม.ศุลกากรปี1930
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังจากถูกศาลสูงสุดของสหรัฐพิพากษาไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ปีนี้ ว่า การใช้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีต่างตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs จากประเทศต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยความฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เป็นที่คาดหมายกันอยู่แล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหาหนทางอื่นในการจัดเก็บภาษีสินค้าจากประเทศต่าง ๆ อยู่ดีให้ได้เทียบเท่า IEEPA
โดยทรัมป์และคณะได้นำเอากฎหมายอื่นมาทดแทนในทันที ซึ่งเริ่มจากการใช้มาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) มาจัดเก็บทุกประเทศ 10% แทน แต่มาตรานี้จำกัดอำนาจประธานาธิบดีไว้ที่ 150 วัน หากเกินจากนั้นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส
อำนาจประธานาธิบดีตามมาตรา 122 จะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม และรัฐบาลสหรัฐได้ใช้มาตราอื่นตามกฎหมายการค้ามาทดแทน ซึ่งมีความยั่งยืนกว่ามาตรา 122 นั่นคือมาตรา 232 ตามกฎหมายขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจเรียกเก็บภาษีสินค้าที่เห็นว่าเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” ของชาติ และมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสืบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้า หากพบว่ามีพฤติกรรมทางการค้าที่เอาเปรียบ ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ
ในปัจจุบันมาตรา 301 ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางกับ 60 กว่าประเทศ รวมทั้งไทย โดยสหรัฐมุ่งใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับและการผลิตสินค้ามากเกินไปเพื่อทำให้ต้นทุนต่ำ กระบวนการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างรอผลการสอบสวน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามเรียกเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 50% ครอบคลุมสินค้ามากมายตั้งแต่ไวน์ไปจนถึงไม้ฮ็อกกี้ ยกเว้นเพียงสินค้าพลังงาน แร่โปแตช ปลาและสินแร่จำเป็นต่าง ๆ โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่แคนาดาเลือกปฏิบัติต่อสินค้าของอเมริกา ทำให้อเมริกาเสียเปรียบ
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามเก็บภาษีดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากร ปี 1930 (Tariff Act of 1930) ซึ่งมาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีจากประเทศใดก็ตามที่ทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐเสียเปรียบเมื่อเทียบกับการส่งออกไปประเทศอื่น โดยให้มีผลใน 30 วัน นับจากลงนาม
ทำเนียบขาวได้ยกตัวอย่างว่า แคนาดาเก็บภาษีและกำหนดโควตารถยนต์สหรัฐที่ส่งออกไปแคนาดา แต่ไม่ทำแบบเดียวกันนี้กับประเทศอื่นที่ส่งออกรถไปแคนาดา และกล่าวหาว่าแคนาดากำหนดโควตาในลักษณะที่บังคับให้บริษัทรถยนต์ลงทุนในแคนาดาแทนที่จะเป็นสหรัฐ
สื่อสหรัฐอย่างซีเอ็นเอ็นชี้ว่า การเก็บภาษีสินค้าแคนาดามากถึง 50% โดยอาศัยกฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 ถือเป็นอัตราสูงที่สุดนับจากศาลสูงสุดมีคำพิพากษาว่าการเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ไม่สามารถทำได้ และอาจเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ถึงประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกว่าเขาพบวิธีที่จะเก็บภาษีทดแทน IEEPA แล้ว
เมื่อพิจารณาจากคำพูดของ เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ที่กล่าวว่า การเก็บภาษีดังกล่าวก็เพื่อตอบโต้การตัดสินใจของแคนาดาก่อนหน้านี้ที่ตอบโต้กรณีที่สหรัฐจัดเก็บภาษีแคนาดา ซึ่งมีเพียงจีนเท่านั้นที่กล้าตอบโต้ ดังนั้นก็เป็นธรรมชาติที่แคนาดาจะได้รับผลลัพธ์จากการกระทำนั้น เท่ากับบอกเป็นนัยว่า ประเทศอื่นก็อาจจะโดนเหมือนแคนาดา
หากพูดอย่างเข้าใจง่ายก็คือ แคนาดาถูกเก็บภาษีในรอบนี้ก็เพราะในรอบที่แล้ว ซึ่งทรัมป์เก็บภาษีแคนาดาตามกฎหมาย IEEPA ที่เรียกว่า Reciprocal Tariffs และสหรัฐมีคำสั่งว่าห้ามประเทศใด ๆ ก็ตามตอบโต้ ไม่เช่นนั้นจะถูกเก็บหนักขึ้น ซึ่งปรากฏว่าแคนาดากับจีนกล้าตอบโต้
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า กฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีมากถึง 50% ต่อประเทศที่สหรัฐเห็นว่าเลือกปฏิบัติต่อสินค้าอเมริกัน และส่งนัยยะถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย หากรัฐบาลสหรัฐสามารถให้คำนิยามอย่างกว้างขวางว่า อะไรที่เข้าข่าย “เลือกปฏิบัติ” ต่อสินค้าอเมริกัน ก็เท่ากับว่าพบ “ช่องทางกฎหมาย” ใหม่ที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการเก็บภาษีสูงลิ่วจากประเทศใดก็ตามที่สหรัฐเห็นว่ามีนโยบายการค้าที่สหรัฐไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อไม่เคยมีการใช้มาตรา 338 ภายใต้กฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 มาก่อน ดังนั้นรัฐบาลอาจเผชิญ “ความท้าทาย” ด้านกฎหมาย
สตีเฟ่น บราวน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลสหรัฐอาจกำลัง “ทดสอบ” ว่ากฎหมายปี 1930 สามารถใช้จัดเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศต่าง ๆ ในอนาคตได้หรือไม่ ทั้งนี้หากมาตรานี้ถูกนำมาบังคับใช้และหากมีผู้นำเรื่องขึ้นสู่ศาล และศาลพิพากษาว่าทำได้ จะทำให้รัฐบาลกู้คืนภาษีจากที่เคยเสียไปก่อนหน้านี้ได้
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญการค้าคนอื่น ๆ ชี้ว่า นี่เป็นการยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะใช้ภาษีศุลกากรมาเป็นเครื่องมือ “ข่มขู่” ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านนโยบายต่างประเทศตลอดวาระของเขา
แวดวงการค้าพากันแสดงปฏิกิริยาต่อการเก็บภาษีแคนาดา โดยบางส่วนก็หวังว่าก่อนที่การจัดเก็บภาษีจะมีผลบังคับใช้ อารมณ์ทั้งสองฝ่ายคงเย็นลงและเปิดช่องเจรจากัน แต่ความหวังนั้นดูจะริบหรี่เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดตลอด 17 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ ควรเตรียมใจไว้ว่ามีความเป็นไปได้ที่การเก็บภาษีจะเกิดขึ้นจริง และปรับห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลสหรัฐกล่าวว่า มีการติดต่อระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ แต่ยังไม่มีกรอบเวลาสำหรับหารืออย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ทางคณะทำงานมั่นใจว่าศาลจะให้การรับรองการใช้อำนาจของทรัมป์ ถึงแม้ว่ามาตรา 338 ของกฎหมายนี้จะไม่เคยถูกใช้มาก่อนก็ตาม แต่ในมุมมองของทีมงานเห็นว่าเงื่อนไขมีความชัดเจน