Skip to content

จีนส่อลากยาว ‘กดดัน’ ญี่ปุ่น เดิมพัน ‘รัฐบาลปลาดิบ’ อายุสั้น

01 ธ.ค. 2568 | 08:15น.
จีนส่อลากยาว ‘กดดัน’ ญี่ปุ่น เดิมพัน ‘รัฐบาลปลาดิบ’ อายุสั้น
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ประเด็นร้อนที่สุด ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเรื่องไหนร้อนแรงไปกว่ากรณีที่ “ซานาเอะ ทาคาอิชิ” นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามในสภาตอนหนึ่งว่า หากจีนโจมตี “ไต้หวัน” แล้วกระทบต่อ “ความอยู่รอด” ของญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นก็พร้อมจะแทรกแซงทางทหาร นำมาซึ่งความไม่พอใจอย่างหนักของจีน พร้อมกับยื่นคำขาดให้ถอนคำพูด แต่ทางญี่ปุ่นไม่ยอมถอนคำพูด

ดังนั้น จีนจึงตอบโต้ ด้วยการออกคำแนะนำให้ชาวจีน “หลีกเลี่ยง” การเดินทางมาญี่ปุ่น สายการบินจีนที่เคยให้บริการในเส้นทางนี้ ได้ประกาศคืนค่าตั๋วทั้งหมดให้ชาวจีนและยกเลิกไฟลต์ทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เพราะคนจีนมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุดอันดับ 1 ในปีนี้ (2025) คำสั่งดังกล่าวของรัฐบาลจีน มีผลให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาญี่ปุ่นแล้วอย่างน้อย 5 แสนราย

พร้อมกันนั้น รัฐบาลจีนยังได้กดดันซ้ำด้วยการประกาศระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งจะเริ่มกลับมานำเข้าภายหลังจากญี่ปุ่นมีการปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล เพราะเกรงว่าอาจปนเปื้อนอาหารทะเล

เอพีรายงานว่า รัฐบาลจีนกำลังใช้ “ตำรา” ที่ใช้ได้ดีในการแสดงความไม่พอใจเพื่อกดดันญี่ปุ่น เช่นเดียวกับที่ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าไวน์จากออสเตรเลียในปี 2020 หรือจำกัดการนำเข้ากล้วยจากฟิลิปปินส์ในปี 2012 ทั้งหมดนี้ก็คือการใช้ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” ที่เหนือกว่ากดดันญี่ปุ่น พร้อมกับประณามด้วยถ้อยคำดุเดือด

Japan's Prime Minister Sanae Takaichi speaks to the media after a telephone call with U.S. President Donald Trump, at her official residence in Tokyo
Japan’s Prime Minister Sanae Takaichi speaks to the media after a telephone call with U.S. President Donald Trump, at her official residence in Tokyo, Japan, November 25, 2025. REUTERS/Issei Kato

คำถามก็คือจีนจะใช้มาตรการเหล่านี้นานแค่ไหน

หลิว เจียงย่ง อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหวา ในปักกิ่ง ชี้ว่ามาตรการตอบโต้ของจีนจะถูกเก็บเป็นความลับและถูกปล่อยออกมาทีละอย่าง เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่เป็นแกนกลางของชาติ

แม้ญี่ปุ่นพยายามจะควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย แต่ก็ไม่แสดงสัญญาณว่าจะถอย ซึ่งก็สอดคล้องกับปฏิกิริยาของประเทศอื่น ๆ ที่ตอบสนองเมื่อถูกจีนกดดัน นั่นก็คือ ยึดมั่นใน “จุดยืน” ของตัวเองและ “ทนความเจ็บปวด” ดังนั้นก็จะทำให้ความขัดแย้งนี้ลากยาวเป็นปีหรือมากกว่านั้น

ชีลา เอ. สมิท นักวิชาการอาวุโสสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ กล่าวว่า ความท้าทายด้านการทูตสำหรับสองประเทศก็คือ พวกเขาต้องแคร์ประชาชนของตัวเอง ไม่อยากถูกมองว่าเป็นฝ่ายยอมถอย หากดูจากกรณีของหลายประเทศ จะพบว่าความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นั่นก็คือมีผู้นำรัฐบาลคนใหม่ที่ไม่ต้องมีภาระผูกพันกับคำพูดหรือแถลงการณ์ใด ๆ ของผู้นำรัฐบาลคนก่อน

อย่างกรณีของออสเตรเลีย การค้ากับจีนกลับสู่ปกติ หลังจากออสเตรเลียมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แอนโทนี อัลบานีส ในปี 2022 ซึ่งล่าสุดก็กลับมาเปิดตลาดกุ้งล็อบสเตอร์ให้กับแดนจิงโจ้ ประเทศล่าสุดคือแคนาดา ก็เริ่มกลับมาซ่อมแซมความสัมพันธ์กับจีนอีกครั้งหลังจากมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ มาร์ก คาร์นีย์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวจากจีน โดยก่อนหน้านี้ในปี 2012 ธุรกิจญี่ปุ่นในจีนถูกโจมตีและบอยคอตสินค้า หลังจากเกิดการพิพาทเรื่องเกาะ “เซ็งกากุ” หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ ในครั้งนั้นจีนก็ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์มาญี่ปุ่นเช่นกัน

สถาบันวิจัยโนมูระประเมินว่า การยกเลิกทัวร์จากจีนครั้งนี้จะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้ประมาณ 1.8 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 0.3% ของจีดีพี โรงแรมบางแห่ง เช่น กามาโกริ ในจังหวัดไอจิ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น เปิดเผยว่าถูกยกเลิกไปแล้ว 2,000 คน ส่วนบริษัทท่องเที่ยวนิชู ไซโอมุ ซึ่งเน้นนักท่องเที่ยวจีน เปิดเผยว่าถูกยกเลิกไปแล้ว 300 คน เทียบเท่าปี 2012 มันแย่มากเพราะนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่งฟื้นตัว

ริเอะ ทาเคดะ เจ้าของร้านน้ำชาในย่านอาซากุสะ โตเกียว เปิดเผยว่าปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาที่ร้านของเธอปีละประมาณ 3,000 คน แต่หลังจากเกิดเหตุขัดแย้ง มีการยกเลิกการจองคลาสเรียนการชงชาไปแล้วประมาณ 200 คน ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะกลับมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าซึ่งเป็นช่วงตรุษจีน

ทั้งนี้ จีนเพิ่งแซงเกาหลีใต้ขึ้นมาเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในปีนี้ กลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด โดยในรอบ 10 เดือนของปีมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้วมากกว่า 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 23% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

มู่ ชุนชาน นักข่าวในกรุงปักกิ่ง ของนิตยสาร เดอะ ดิโพลแมต ซึ่งเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ได้เขียนบทความระบุว่า ตลอดการทำงานมา 20 กว่าปี ตนไม่เคยเห็นมาก่อนเลยที่จีนจะใช้คำพูดอย่างเปิดเผยและรุนแรงในการโจมตีผู้นำประเทศอื่นเมื่อเกิดความขัดแย้ง แต่ในครั้งนี้สื่อของรัฐบาลจีน ใช้คำว่า “หัวของเธอคงถูกลาเตะ” เลย ส่วนหนังสือพิมพ์ด้านการทหารของจีน ก็ถึงกับพูดโต้ง ๆ ว่า ถ้าญี่ปุ่นมายุ่งกับไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจตกเป็นเป้าโจมตีโดยจีน

เชื่อว่าอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเป็นห้วงเวลาสำคัญว่านายกฯญี่ปุ่นจะรับมือสถานการณ์อย่างไร ถึงแม้ตอนนี้คะแนนนิยมจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อ 2 เดือนผ่านไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจออกฤทธิ์เต็มที่ คะแนนนิยมอาจลดลง ขณะเดียวกันจีนก็กำลังสังเกตผลกระทบจากการลงโทษที่กระทำไปแล้ว หากทาคาอิชิไม่ถอนคำพูดและขอโทษภายใน 2 เดือน จีนจะลงโทษเพิ่มเติมอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น มาตรการพุ่งเป้าเล่นงานบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น หรือจำกัดการส่งออกแร่หายากให้ญี่ปุ่น

การที่จีนกล้าใช้คำพูดรุนแรงวิจารณ์นายกฯหญิงของญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นไปได้ว่าจีนมองเห็นว่า รัฐบาลทาคาอิชิ อาจมีอายุสั้น เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากในอีก 2 เดือนไม่สามารถได้รับเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มีผู้นำใหม่ เปิดทางให้สองประเทศกลับมามีสัมพันธ์ที่ผ่อนคลายลง

นอกจากนั้น หากพิจารณาจากวาระรัฐบาลของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 1 หรือ 2 ปี นานสุดก็เพียง 3 ปี ยกเว้นก็แต่เพียงรัฐบาลนายชินโสะ อาเบะ แต่การเมืองญี่ปุ่นปัจจุบันก็วนกลับมาในลักษณะเดิม เมื่อคาดหมายว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมักอายุสั้น ฝ่ายจีนก็สามารถทนความเสี่ยงที่เกิดจากสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยนี้ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก