เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

จีนส่อลากยาว ‘กดดัน’ ญี่ปุ่น เดิมพัน ‘รัฐบาลปลาดิบ’ อายุสั้น

01 ธ.ค. 2568 | 08:15น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ประเด็นร้อนที่สุด ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเรื่องไหนร้อนแรงไปกว่ากรณีที่ “ซานาเอะ ทาคาอิชิ” นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามในสภาตอนหนึ่งว่า หากจีนโจมตี “ไต้หวัน” แล้วกระทบต่อ “ความอยู่รอด” ของญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นก็พร้อมจะแทรกแซงทางทหาร นำมาซึ่งความไม่พอใจอย่างหนักของจีน พร้อมกับยื่นคำขาดให้ถอนคำพูด แต่ทางญี่ปุ่นไม่ยอมถอนคำพูด

ดังนั้น จีนจึงตอบโต้ ด้วยการออกคำแนะนำให้ชาวจีน “หลีกเลี่ยง” การเดินทางมาญี่ปุ่น สายการบินจีนที่เคยให้บริการในเส้นทางนี้ ได้ประกาศคืนค่าตั๋วทั้งหมดให้ชาวจีนและยกเลิกไฟลต์ทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เพราะคนจีนมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุดอันดับ 1 ในปีนี้ (2025) คำสั่งดังกล่าวของรัฐบาลจีน มีผลให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาญี่ปุ่นแล้วอย่างน้อย 5 แสนราย

พร้อมกันนั้น รัฐบาลจีนยังได้กดดันซ้ำด้วยการประกาศระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งจะเริ่มกลับมานำเข้าภายหลังจากญี่ปุ่นมีการปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล เพราะเกรงว่าอาจปนเปื้อนอาหารทะเล

เอพีรายงานว่า รัฐบาลจีนกำลังใช้ “ตำรา” ที่ใช้ได้ดีในการแสดงความไม่พอใจเพื่อกดดันญี่ปุ่น เช่นเดียวกับที่ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าไวน์จากออสเตรเลียในปี 2020 หรือจำกัดการนำเข้ากล้วยจากฟิลิปปินส์ในปี 2012 ทั้งหมดนี้ก็คือการใช้ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” ที่เหนือกว่ากดดันญี่ปุ่น พร้อมกับประณามด้วยถ้อยคำดุเดือด

Japan's Prime Minister Sanae Takaichi speaks to the media after a telephone call with U.S. President Donald Trump, at her official residence in Tokyo
Japan’s Prime Minister Sanae Takaichi speaks to the media after a telephone call with U.S. President Donald Trump, at her official residence in Tokyo, Japan, November 25, 2025. REUTERS/Issei Kato

คำถามก็คือจีนจะใช้มาตรการเหล่านี้นานแค่ไหน

หลิว เจียงย่ง อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหวา ในปักกิ่ง ชี้ว่ามาตรการตอบโต้ของจีนจะถูกเก็บเป็นความลับและถูกปล่อยออกมาทีละอย่าง เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่เป็นแกนกลางของชาติ

แม้ญี่ปุ่นพยายามจะควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย แต่ก็ไม่แสดงสัญญาณว่าจะถอย ซึ่งก็สอดคล้องกับปฏิกิริยาของประเทศอื่น ๆ ที่ตอบสนองเมื่อถูกจีนกดดัน นั่นก็คือ ยึดมั่นใน “จุดยืน” ของตัวเองและ “ทนความเจ็บปวด” ดังนั้นก็จะทำให้ความขัดแย้งนี้ลากยาวเป็นปีหรือมากกว่านั้น

ชีลา เอ. สมิท นักวิชาการอาวุโสสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ กล่าวว่า ความท้าทายด้านการทูตสำหรับสองประเทศก็คือ พวกเขาต้องแคร์ประชาชนของตัวเอง ไม่อยากถูกมองว่าเป็นฝ่ายยอมถอย หากดูจากกรณีของหลายประเทศ จะพบว่าความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นั่นก็คือมีผู้นำรัฐบาลคนใหม่ที่ไม่ต้องมีภาระผูกพันกับคำพูดหรือแถลงการณ์ใด ๆ ของผู้นำรัฐบาลคนก่อน

อย่างกรณีของออสเตรเลีย การค้ากับจีนกลับสู่ปกติ หลังจากออสเตรเลียมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แอนโทนี อัลบานีส ในปี 2022 ซึ่งล่าสุดก็กลับมาเปิดตลาดกุ้งล็อบสเตอร์ให้กับแดนจิงโจ้ ประเทศล่าสุดคือแคนาดา ก็เริ่มกลับมาซ่อมแซมความสัมพันธ์กับจีนอีกครั้งหลังจากมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ มาร์ก คาร์นีย์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวจากจีน โดยก่อนหน้านี้ในปี 2012 ธุรกิจญี่ปุ่นในจีนถูกโจมตีและบอยคอตสินค้า หลังจากเกิดการพิพาทเรื่องเกาะ “เซ็งกากุ” หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ ในครั้งนั้นจีนก็ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์มาญี่ปุ่นเช่นกัน

สถาบันวิจัยโนมูระประเมินว่า การยกเลิกทัวร์จากจีนครั้งนี้จะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้ประมาณ 1.8 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 0.3% ของจีดีพี โรงแรมบางแห่ง เช่น กามาโกริ ในจังหวัดไอจิ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น เปิดเผยว่าถูกยกเลิกไปแล้ว 2,000 คน ส่วนบริษัทท่องเที่ยวนิชู ไซโอมุ ซึ่งเน้นนักท่องเที่ยวจีน เปิดเผยว่าถูกยกเลิกไปแล้ว 300 คน เทียบเท่าปี 2012 มันแย่มากเพราะนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่งฟื้นตัว

ริเอะ ทาเคดะ เจ้าของร้านน้ำชาในย่านอาซากุสะ โตเกียว เปิดเผยว่าปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาที่ร้านของเธอปีละประมาณ 3,000 คน แต่หลังจากเกิดเหตุขัดแย้ง มีการยกเลิกการจองคลาสเรียนการชงชาไปแล้วประมาณ 200 คน ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะกลับมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าซึ่งเป็นช่วงตรุษจีน

ทั้งนี้ จีนเพิ่งแซงเกาหลีใต้ขึ้นมาเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในปีนี้ กลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด โดยในรอบ 10 เดือนของปีมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้วมากกว่า 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 23% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

มู่ ชุนชาน นักข่าวในกรุงปักกิ่ง ของนิตยสาร เดอะ ดิโพลแมต ซึ่งเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ได้เขียนบทความระบุว่า ตลอดการทำงานมา 20 กว่าปี ตนไม่เคยเห็นมาก่อนเลยที่จีนจะใช้คำพูดอย่างเปิดเผยและรุนแรงในการโจมตีผู้นำประเทศอื่นเมื่อเกิดความขัดแย้ง แต่ในครั้งนี้สื่อของรัฐบาลจีน ใช้คำว่า “หัวของเธอคงถูกลาเตะ” เลย ส่วนหนังสือพิมพ์ด้านการทหารของจีน ก็ถึงกับพูดโต้ง ๆ ว่า ถ้าญี่ปุ่นมายุ่งกับไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจตกเป็นเป้าโจมตีโดยจีน

เชื่อว่าอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเป็นห้วงเวลาสำคัญว่านายกฯญี่ปุ่นจะรับมือสถานการณ์อย่างไร ถึงแม้ตอนนี้คะแนนนิยมจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อ 2 เดือนผ่านไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจออกฤทธิ์เต็มที่ คะแนนนิยมอาจลดลง ขณะเดียวกันจีนก็กำลังสังเกตผลกระทบจากการลงโทษที่กระทำไปแล้ว หากทาคาอิชิไม่ถอนคำพูดและขอโทษภายใน 2 เดือน จีนจะลงโทษเพิ่มเติมอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น มาตรการพุ่งเป้าเล่นงานบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น หรือจำกัดการส่งออกแร่หายากให้ญี่ปุ่น

การที่จีนกล้าใช้คำพูดรุนแรงวิจารณ์นายกฯหญิงของญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นไปได้ว่าจีนมองเห็นว่า รัฐบาลทาคาอิชิ อาจมีอายุสั้น เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากในอีก 2 เดือนไม่สามารถได้รับเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มีผู้นำใหม่ เปิดทางให้สองประเทศกลับมามีสัมพันธ์ที่ผ่อนคลายลง

นอกจากนั้น หากพิจารณาจากวาระรัฐบาลของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 1 หรือ 2 ปี นานสุดก็เพียง 3 ปี ยกเว้นก็แต่เพียงรัฐบาลนายชินโสะ อาเบะ แต่การเมืองญี่ปุ่นปัจจุบันก็วนกลับมาในลักษณะเดิม เมื่อคาดหมายว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมักอายุสั้น ฝ่ายจีนก็สามารถทนความเสี่ยงที่เกิดจากสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยนี้ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก