Skip to content

‘สีหศักดิ์’ กล่าวสปีชเรียกร้องเลขาฯ UN ตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

06 ธ.ค. 2568 | 16:48น.
‘สีหศักดิ์’ กล่าวสปีชเรียกร้องเลขาฯ UN ตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงถึงความจำเป็นในการตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง เพื่อหาความจริงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดซ้ำหลายครั้งจนเกินขีดความอดทน ต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวา เมื่อ 5 ธันวาคม ที่นครเจนีวา นับเป็นครั้งแรกของโลก

ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ครั้งที่ 22 ภายใต้ระเบียบวาระการพิจารณาคำขอตามข้อ 8 ของอนุสัญญา เมื่อ 5 ธันวาคม 2025 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศกล่าวภายหลังการชี้แจงว่า ครั้งนี้เดินทางมาประชุมภาคีอนุสัญญาออตตาวาด้วยตนเอง (ซึ่งต่างจากปกติที่มีทูตไทยประจำนครเจนีวาประชุมอยู่แล้วเป็นประจำทุกปี) เพื่อตอกย้ำสิ่งที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ กรณีที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่มีการฝังใหม่

สีหศักดิ์กล่าวอีกว่า อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้ขอให้ฝั่งกัมพูชาได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งคำชี้แจงฝั่งกัมพูชานั้นฟังไม่ขึ้น ซึ่งเขาไม่เคยที่จะชี้แจงประเด็นที่เกิดขึ้น โดยบ่ายเบี่ยงไปมา และบอกว่าไม่มีการฝังทุ่นระเบิดใหม่ เป็นทุ่นระเบิดเดิม และเมื่อเกิดครั้งล่าสุดในครั้งนี้ ฝ่ายไทยรู้สึกว่าเราอดทนมาเยอะแล้ว

และเห็นว่าไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา หากมีการละเมิดก็มีขั้นตอนของมัน ไทยจึงคิดว่า ถ้ากรณีอย่างนี้ไทยและกัมพูชาต่างเป็นประเทศสมาชิก ควรดำเนินตามบทบัญญัติอนุสัญญา และที่ผ่านมาได้ทำในขั้นต้นไปแล้ว คือขอคำชี้แจง แต่กัมพูชาไม่ได้ชี้แจงประเด็นที่เกิดขึ้น

ไทยจึงเรียกร้องขั้นต่อไป ตามบทบัญญัติข้อ 8 วรรค 2 คือการใช้บทบาทของเลขาธิการสหประชาชาติ หรือผู้แทนที่เขาแต่งตั้งได้ดำเนินการประสานเพื่อจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อิสระ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราจะได้ทราบว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ซึ่งไทยก็ต้องให้ความร่วมมือและคิดว่ากัมพูชาก็จะให้ความร่วมมือ คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดภายใต้ข้อตกลงออตตาวา

ในการมาประชุมบนเวทีระหว่างประเทศครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า กัมพูชาไม่ได้มีอะไรใหม่ อย่างการที่กัมพูชาชี้แจงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมาจากการยั่วยุของฝ่ายไทย ทุกครั้งบอกนานาชาติว่าไทยเป็นประเทศขนาดใหญ่กว่าและกัมพูชาถูกกลั่นแกล้ง

“แต่เมื่อถามจริง ๆ ว่าทหารของประเทศเขาเคยเหยียบทุ่นระเบิดหรือไม่ คำตอบคือไม่เคย ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องประเทศใหญ่กลั่นแกล้งประเทศเล็ก” สีหศักดิ์กล่าว

สีหศักดิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่อาจจะดี คือกรณีที่กัมพูชาบอกว่าจะจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ซึ่งเพื่อจะซื้อเวลาหรือยังไง ซึ่งเรายังไม่รู้เจตนา ก็รอดูกันต่อไป แต่เราต้องเปิดกว้างเพื่อดูว่าสิ่งที่เราเสนอและที่เขาเสนอมันไปด้วยกันได้หรือไม่

“แม้ไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทันที แต่เราได้เริ่มกระบวนการตั้งคณะแล้วภายใต้บทบัญญัติ” สีหศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่าภาพรวมของการชี้แจงครั้งนี้พอใจหรือไม่ สีหศักดิ์กล่าวตอบว่า กัมพูชาไม่ได้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ คือมันต้องมีการแสดงความรับผิดชอบบ้าง

ในการชี้แจง ไทยได้แสดงรายงานเป็นหนังสือจาก AOT ยืนยันเป็นทุ่นระเบิดใหม่และฉายคลิปวิดีโอเป็นหลักฐาน ซึ่งกัมพูชาประท้วง สีหศักดิ์กล่าวว่า ประธานที่ประชุมบอกชี้แจงยังไงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวหนังสือลายลักษณ์อักษร การที่เราเอาคลิปมาแสดงในที่ประชุมทำให้เขาเดือดร้อนเหมือนกัน จะเห็นได้จากการที่เขาประท้วงวุ่น ถือเป็นการชี้แจงเชิงรุกที่ดี

“จึงนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ใช้กลไกตามข้อ 8 วรรค 2 เพื่อขอรับคำชี้แจงจากกัมพูชา เพราะประสงค์ที่จะได้รับความคุ้มครองจากอนุสัญญา” ส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงของสีหศักดิ์ในที่ประชุมระบุ

“หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่ และปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรับผลการกระทำใด ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีผู้บาดเจ็บรายใหม่ ความท้าทายในลักษณะนี้ต้องการการตัดสินใจที่หนักแน่น เพราะการนิ่งเฉยจะบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญา” ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยระบุ

“เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเด็นนี้ปราศจากการเมือง โดยอาศัยกลไกของอนุสัญญา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง” สีหศักดิ์กล่าว

ตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีนายทหาร 7 นายสูญเสียขาเนื่องจากเหยียบทุ่นระเบิด

ทั้งนี้ การเรียกร้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนับเป็นครั้งแรกของโลกนับตั้งแต่มีการถือกำเนิดขึ้นของอนุสัญญาออตตาวามาแล้ว 27 ปี ตามรายงานของนิกเคอิ เอเชีย