กองทัพเมียนมาเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งเฟส ที่จะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์นี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในรอบเกือบ 5 ปีนับตั้งแต่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนอองซาน ซูจี นักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่เป็นเพียงความพยายามสร้าง “ฉากหน้า” หวังหลุดพ้นจากการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ ด้วยตัวเลือกพรรคการเมืองถึง 57 พรรค แต่มีเพียงพรรคเดียวที่ได้ไปต่อปี 2026 คือ พรรคสปอนเซอร์รัฐบาลทหาร ทั้งขู่ยุติวีซ่าผู้พำนักต่างแดนหากไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งในครั้งนี้
การลงคะแนนเสียงครั้งนี้จะจัดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ที่กองทัพยังคงควบคุมได้ ด้วยสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2021 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 90,000 ราย คาดการณ์ว่าพรรค USDP ซึ่งเป็นนอมินีของกองทัพ จะได้รับชัยชนะและก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อปิดฉากยุคเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่เคยเบ่งบานในช่วงสั้น ๆ
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ยืนกรานว่าจะส่งมอบอำนาจให้กับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ทว่าสัญญาณที่หลายฝ่ายได้รับ กลับชัดเจนว่ากองทัพยังคงสงวนที่นั่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี และคุมอำนาจบริหารส่วนใหญ่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ที่เขียนขึ้นโดยทหาร
นานาชาติเสียงแตก
องค์การสหประชาชาติ (UN) นิยามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นภายใต้ “บรรยากาศแห่งความรุนแรง” ขณะที่ชาติตะวันตกส่วนใหญ่ตราหน้าว่าเป็น “การเลือกตั้งลวงโลก” (Sham Election) เนื่องจากพรรค NLD ของนางซูจีถูกยุบพรรคไป และแกนนำส่วนใหญ่ยังคงถูกคุมขัง รวมถึงบางส่วนที่ต้องลี้ภัย
หลายชาติต้องหาจุดยืนร่วมในครั้งนี้
จีน : ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สนับสนุนหลัก หวังช่วยเจรจาสงบศึกกับกลุ่มชาติพันธุ์และกดดันกลุ่มกบฏให้คืนพื้นที่ เพื่อแลกกับการรักษาผลประโยชน์ในโครงการ “Belt and Road” และเขตเศรษฐกิจพิเศษ
รัสเซีย : มิน อ่อง หล่าย กระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อย่างแน่นแฟ้นเพื่อจัดหาอาวุธและแรงหนุนทางการทูต
สหรัฐ : ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีของวอชิงตันดูจะเน้นไปที่การทำธุรกรรมมากขึ้น ทรัมป์ยังคงสงวนท่าทีไม่ประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่ามกลางการทบทวนนโยบายเพื่อเข้าถึงทรัพยากรแร่แรร์เอิร์ท (Rare Earth) ที่เมียนมามีอยู่อย่างมหาศาล
เศรษฐกิจรอการเยียวยา
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในเมียนมาดิ่งลงถึง 92% เหลือเพียง 690 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณล่าสุด ผลจากแบรนด์ข้ามชาติถอนตัว ค่าเงินพังทลาย และวิกฤตพลังงาน ขณะที่ประชากรกว่าครึ่งประเทศต้องตกอยู่ในสภาวะยากจน
โฆษกพรรค USDP ระบุว่า “เราคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะได้รับความยอมรับ และจะนำไปสู่การฟื้นตัวของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ”
รายงานวิเคราะห์ Data Dive Issue No. 25
เครือข่ายเลือกตั้งเสรี (ANFREL) เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ฉบับล่าสุด “Data Dive Issue No. 25” เกี่ยวกับรายละเอียดเชิงลึกแผนการจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมา 2025 ฉบับเดือนกันยายน ไว้ว่า “ขาดความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย” เนื่องจากจัดขึ้นท่ามกลางความรุนแรง การพลัดถิ่นของประชากรจำนวนมหาศาล และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชาน อันไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลของการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม อาทิ
1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) แต่งตั้งโดยฝ่ายทหาร
ประกาศแผนการเลือกตั้งแบบแบ่งเฟส ดังนี้ :
เฟสแรก : 28 ธันวาคม 2025 ใน 102 อำเภอ
เฟสที่สอง : 11 มกราคม 2026 ใน 100 อำเภอ
เฟสที่สาม : คาดว่าเป็นวันที่ 25 มกราคม 2026 (ยังไม่มีการยืนยัน)
กรอบกฎหมายที่ฝ่ายทหารสร้างขึ้นนั้นไม่มีการกำหนดเกณฑ์ของผู้มาใช้สิทธิหรือเกณฑ์ขั้นต่ำของพื้นที่ที่ต้องจัดการเลือกตั้ง
ส่งผลให้ประกาศจาก UEC เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม รายงานว่าจะไม่มีการลงคะแนนใน 2,931 แขวงและหมู่บ้าน (คิดเป็น 17% ของหน่วยบริหารพื้นฐานทั้งหมด) นอกเหนือจาก 56 อำเภอที่ถูกยกเว้นไปก่อนหน้านี้ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่คือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการสู้รบและการพลัดถิ่น
2. กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง : คุกสำหรับผู้เห็นต่าง
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025 รัฐบาลทหารได้ประกาศใช้ “กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งกฎหมายนี้ระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์หรือการแทรกแซงการเลือกตั้งถือเป็นอาชญากรรม
โทษจำคุกขั้นต่ำ : 3 ปี
โทษสูงสุด : ประหารชีวิต (ในบางกรณี)
รายงานระบุว่า กฎหมายนี้ถูกนำมาใช้ทันทีเพื่อกวาดล้างผู้เห็นต่าง เช่น การตัดสินจำคุกคนหนุ่มสาวที่ติดสติ๊กเกอร์รณรงค์บอยคอตการเลือกตั้ง การจับกุมผู้กำกับภาพยนตร์และศิลปินจากการแสดงความเห็นบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงการดำเนินคดีกับนักข่าวนักกิจกรรม
ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม หลังมีการประท้วงในมัณฑะเลย์ กองทัพได้ตอบโต้ด้วยการทำลายร้านค้าในตลาด Zaycho หลายสิบแห่ง และประกาศตั้งรางวัลนำจับนักกิจกรรมสูงถึง 20 ล้านจัต (ประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
3. พรรคลวงตา
แม้บนบัตรเลือกตั้งจะมีพรรคการเมืองถึง 57 พรรค แต่โครงสร้างทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันชัยชนะของกองทัพ :
พรรคตัวเต็ง : พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) สนับสนุนโดยทหาร เป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัครได้ครอบคลุมและได้รับสิทธิประโยชน์เหนือพรรคอื่น
การคัดกรองพรรค : มีเพียง 6 พรรคที่จดทะเบียนในระดับประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 51 พรรคลงสมัครได้เพียงรัฐหรือภูมิภาคเดียวเท่านั้น
กำจัดคู่แข่ง : 57% ของพรรคที่เคยลงเลือกตั้งในปี 2020 (ซึ่งกวาดคะแนนเสียงไปกว่า 70%) ถูกยุบหรือหายไปภายใต้กฎระเบียบใหม่ ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยถูกขังบางรายต้องลี้ภัย เพื่อให้การเลือกตั้งดูเหมือนประชาชาชนมีตัวเลือกในสายตาโลก
4. เสียงจากแรงงานเมียนมาในต่างแดน
งานวิจัย RESPECT Myanmar โดย BACS ศึกษาในกลุ่มแรงงานเมียนมาในไทย (กรุงเทพฯ, แม่สอด, เชียงใหม่, สมุทรสาคร) พบข้อมูลสำคัญ :
เลือกตั้งปฏิเสธประชาธิปไตย : แรงงานมองว่าการเลือกตั้งปี 2025 คือกับดัก เพื่อยื้อเวลาให้เผด็จการ จากบทเรียนเมื่อปี 2020 ที่พวกเขามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นและมีความหวังแต่ต้องผิดหวงไป
การข่มขู่ข้ามพรมแดน : สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาเปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า 50 แห่งทั่วโลก (41 แห่งดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ณ วันที่ 8 ธันวาคม) มีรายงานว่าแรงงานในเกาหลีใต้ถูกโทรศัพท์ข่มขู่ว่าหากไม่ไปเลือกตั้งจะถูกปฏิเสธต่ออายุหนังสือเดินทาง ส่วนในเมียนมา นักศึกษาถูกบังคับให้เลือกตั้งล่วงหน้าเพื่อแลกกับการรักษาสถานะการเรียน
ข้อมูลทางการระบุว่า มีชาวเมียนมานอกประเทศ 1.12 ล้านคน (70% อาศัยในไทย) แต่ภาคประชาสังคมคาดการณ์ว่าเฉพาะในไทยอาจมีชาวเมียนมาสูงถึง 5 ล้านคน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ประกาศบอยคอตการเลือกตั้งแม้จะถูกกดดันจากสถานทูตก็ตาม