ในปี 2025 กระแสการเลิกจ้างในสหรัฐกำลังประทุขึ้นสูง โดยเว็บไซต์หางานในสหรัฐอย่าง Glassdoor เตือนถึง “การเลิกจ้างถาวร” ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ทยอยลดจำนวนพนักงานทีละเล็กทีละน้อยตลอดทั้งปี แม้ไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก แต่กลับสร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ประชาชาติธุรกิจรวมเทรนด์ “การเลย์ออฟ” ตลอดปี 2025
ชาเลนเจอร์ เกรย์ แอนด์ คริสต์มาส (Challenger, Gray & Christmas) บริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงานในรัฐฟลอริดา สหรัฐ เผยแพร่รายงานการลดจำนวนพนักงาน (JOB CUT ANNOUNCEMENT REPORT) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ระบุว่า ตลอดทั้งปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน นายจ้างในสหรัฐ ประกาศลดตำแหน่งงานไปแล้ว 1,170,821 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 761,358 ตำแหน่ง
โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ ประกาศลดตำแหน่งงาน 71,321 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 57,727 ตำแหน่ง แต่ลดลง 53% จากเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งมีการลดตำแหน่งงานถึง 153,074 ตำแหน่ง
จำนวนการเลิกจ้าง นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน อยู่ในระดับสูงสุด รองจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020 ซึ่งมีการประกาศเลิกจ้างงาน 2,227,725 ตำแหน่ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ปี 1993 ที่จำนวนการเลิกจ้างงานจนถึงเดือนพฤศจิกายน สูงเกิน 1.1 ล้านตำแหน่ง
ฟอร์จูน (Fortune) นิตยสารธุรกิจระดับโลกสัญชาติสหรัฐ ซึ่งเชี่ยวชาญในหมวดธุรกิจระดับชาติ ระบุว่า อุตสาหกรรมในภาคเทคโนโลยี ยังคงเป็นอุตสาหกรรมภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีการประกาศลดตำแหน่งงาน มากกว่า 150,000 ตำแหน่งในปี 2025 เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ยังคงปรับลดจำนวนพนักงานลง หลังจากช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว อีกทั้งหันมาใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทด้านอาหาร บริษัทผู้ให้บริการ ร้านค้าปลีก องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และองค์กรสื่อ ต่างก็ปลดพนักงานออกเช่นกัน ในหลายเคสมีการปลดพนักงานในหลักหน่วยเปอร์เซ็นสองหรือสามหลัก

เลย์ออฟแบบต่อเนื่อง ทีละเล็กทีละน้อย
แดเนียล จ้าว หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับฟอร์จูนว่า ตัวเลขการเลิกจ้าง 1,170,821 ตำแหน่งนี้ ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากแบบสำรวจและรายงานข้อมูลตำแหน่งงานว่าง (Job Openings and Labor Turnover Survey : JOLTS) โดยกรมแรงงานสหรัฐ ซึ่งระบุว่า มีประชากรถูกเลิกจ้างประมาณ 1.7 ล้านคน ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2025
จ้าวกล่าวว่า สิ่งน่าสนใจที่พบในการวิจัยคือ รูปแบบของการเลิกจ้างงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยแทนที่จะเป็นการเลย์ออฟครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่ขณะนี้กลับเป็นการเลย์ออฟแบบต่อเนื่องและการเลย์ออฟทีละน้อย ความกลัวในฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เกิดขึ้นพร้อมกับความวิตกกังวลของแรงงานและความสิ้นหวังของวัยรุ่นเจน Z ซึ่งมีต่ออัตราการว่างงานที่สูงขึ้น รวมไปถึงการขาดแคลนตำแหน่งงานในระดับเริ่มต้น
ไมค์ วิลสัน นักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำและให้บริการทางการเงินข้ามชาติ สัญชาติสหรัฐ เชื่อว่า “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบต่อเนื่อง” กำลังทำลายล้างเซกเตอร์ต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ และตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา “การฟื้นตัวแบบต่อเนื่อง” เริ่มขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์จากทั้งโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) และแบงก์ ออฟ อเมริกา รีเสิร์ช (Bank of America Research) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินข้ามชาติและทีมวิเคราะห์ของธนาคาร ตามลำดับ ต่างตั้งข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวดังกล่าวเป็นการฟื้นตัวทางการเงิน ซึ่งสะท้อนผ่านราคาหุ้นและกำไรที่พุ่งสูงขึ้น และยิ่งกว่านั้น คือความต้องการพนักงานในตำแหน่งงานระดับบริหารที่ลดลงเรื่อย ๆ
ยุคแห่งการเติบโตที่ปราศจากการจ้างงาน (jobless growth) ซึ่งกระบวนการทำงาน สำคัญกว่าทรัพยากรมนุษย์ เห็นได้ผ่านปรากฎการณ์การเลย์ออฟอย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์เทรนด์ชีวิตการทำงาน ปี 2026 ของ Glassdoor (Glassdoor’s Worklife Trends) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเปลี่ยนจากการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ทีเดียวแบบนาน ๆ ครั้ง ไปสู่การเลิกจ้างทีละน้อยแต่ถี่ โมเดลดังกล่าว ช่วยให้ผู้บริหารมีความยืดหยุ่นสูง ลดต้นทุนค่าชดเชยการเลิกจ้างและการปรับโครงสร้าง อีกยังตอบสนองต่อสภาวะตลาดและการนำเอไอมาใช้ โดยไม่กระทบต่อชื่อเสียงและขวัญกำลังใจที่เสื่อมลง จากการเลิกจ้างใหญ่เพียงครั้งเดียว
อย่างไรก็ดี แดเนียล จ้าว อธิบายว่า การกระทำดังกล่าว ทำให้พนักงานอยู่ในภาวะไม่แน่นอน โดยต้องกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในงานที่ทำอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถจดจ่อกับงานได้ ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ผู้คนจะยอมรับกับงานใดก็ได้ แทนที่จะเป็นงานที่เหมาะสม
ข้อมูลของ Glassdoor แสดงให้เห็นว่า ปี 2025 พนักงานกล่าวถึงการเลิกจ้างและความไม่มั่นคง สูงกว่าในเดือนมีนาคม ปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดของโควิด-19 เสียอีก ขณะที่รายงานของ Challenger พบว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2025 นายจ้างประกาศแผนการจ้างงาน 497,151 ตำแหน่ง ลดลง 35% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010
ด้วยการจ้างงานที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษและการเลิกจ้างที่กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้หางานจำนวนมากจึงยอมรับงานที่เคยปฏิเสธ เพียงเพื่อที่จะได้มีที่ยืนในตลาดงานที่ไม่เอื้ออำนวยนัก
เบื้องหลังการลดจำนวนพนักงาน มีปัจจัยหลายอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจจัดหาบุคลากรในองค์กร โดยรายงานของชาเลนเจอร์แสดงให้เห็นว่า การปรับโครงสร้าง การปิดหน่วยธุรกิจ และสภาวะตลาดหรือเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุหลักของการเลิกจ้างในปี 2025 โดยมีงานหลายหมื่นตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้โดยตรง ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา นายจ้างล้วนระบุว่า เอไอเป็นสาเหตุของการลดจำนวนพนักงานมากกว่า 70,000 ตำแหน่ง เนื่องจากการใช้ระบบอัตโนมัติในการทำงานรูทีนและการปรับโครงสร้างทีมให้เข้ากับเครื่องมือใหม่อย่างเอไอ

รวมบริษัทใหญ่ เลิกจ้าง 2025
Intellizence บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติแคนาดา ซึ่งโฟกัสข้อมูลเชิงลึกของบริษัทและตลาด รวบรวมข้อมูลการเลิกจ้างและการลดขนาดองค์กร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 ธันวาคม 2025 มีบริษัทมากกว่า 5,296 แห่ง ซึ่งประกาศปลดพนักงานจำนวนมาก โดยประชาชาติธุรกิจคัดข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำการเลย์ออฟพนักงาน ดังนี้
- ไมโครซอฟต์ (Microsoft)
ในปี 2025 ไมโครซอฟต์ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ประกาศเลิกจ้างพนักงานหลายครั้ง รวมประมาณ 15,000 ตำแหน่ง เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน และมุ่งเน้นไปที่เอไอ โดยในเดือนมกราคม มีการลดตำแหน่งงานตามผลการปฏิบัติงานในทุกแผนก เดือนพฤษภาคม ลดตำแหน่งงานประมาณ 6,000-7,000 ตำแหน่ง แผนกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือแผนกผลิตภัณฑ์และวิศวกรรม เดือนมิถุนายน ลดตำแหน่งงาน 300 ตำแหน่ง และเดือนกรกฎาคม ลดตำแหน่งงานอีกมากถึง 9,000 ตำแหน่ง นับเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของปี ครอบคลุมหลายทีมและหลายสถานที่
- ดีเอชแอล (DHL)
วันที่ 6 มีนาคม ดีเอชแอล บริษัทด้านโลจิสติกส์ระดับโลก ประกาศปลดพนักงานครั้งสำคัญ ประมาณ 8,000 ตำแหน่ง ในแผนกไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์เยอรมนี โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประหยัดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ “Fit for Growth” เพื่อประหยัดเงินกว่า 1 พันล้านยูโร (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2027
- นิสสัน (Nissan)
วันที่ 12 พฤษภาคม นิสสัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับสามของญี่ปุ่น ประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ Re:Nissan ซึ่งรวมถึงแผนการลดจำนวนพนักงานราว 20,000 ตำแหน่งทั่วโลก หรือคิดเป็น 15% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด พร้อมทั้งเตรียมปิดโรงงาน 7 แห่ง จาก 17 แห่ง ภายในปี 2027 เนื่องจากประสบปัญหายอดขายอ่อนแอในสหรัฐและจีน ส่งผลให้ขาดทุนอย่างมหาศาล โดยขาดทุนสุทธิ 6.71 แสนล้านเยน (ราว 1.33 แสนล้านบาท) ในปีสิ้นสุดงบประมาณเดือนมีนาคม
- อินเทล (Intel)
วันที่ 24 กรกฎาคม บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่ อินเทล ประกาศว่า ได้ดำเนินการตามแผนลดจำนวนพนักงาน 15% หรือประมาณ 15,000 ตำแหน่ง ซึ่งประกาศไว้เมื่อไตรมาสก่อนหน้า เสร็จสิ้นเกือบหมดแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างองค์กรที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว มีโครงสร้างที่เรียบง่ายและคล่องตัวมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าที่จะมีพนักงานประมาณ 75,000 คน ภายในสิ้นปี 2025
- เนสท์เล่ (Nestle)
วันที่ 16 ตุลาคม อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเนสท์เล่ ประกาศลดจำนวนพนักงานลง 16,000 ตำแหน่ง เนื่องจาก ฟิลิปป์ นาฟราทิล ซีอีโอคนใหม่ต้องการเร่งพลิกฟื้นบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทกล่าวว่า จะลดตำแหน่งงานออฟฟิศ 12,000 ตำแหน่ง และจะลดลงอีก 4,000 ตำแหน่งในอีกสองปีข้างหน้า นาวราติลเขียนในโพสต์บน LinkedIn ว่า เรากำลังพัฒนาและจะทำให้องค์กรง่ายขึ้น และใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงาน
- เมต้า (Meta)
วันที่ 22 ตุลาคม เมต้า บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ซึ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีเอไอและสร้างโลกเสมือนจริง ประกาศเลิกจ้างพนักงานราว 600 คน ในหน่วยงานเอไอ เนื่องจากบริษัทต้องการลดขั้นตอนการทำงานและทำให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น
- แอมะซอน (Amazon)
วันที่ 28 ตุลาคม แอมะซอน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐ ประกาศเลิกจ้างพนักงานในส่วนคอร์ปอเรทกว่า 14,000 ตำแหน่ง เนื่องจากต้องการลดต้นทุนด้านอื่น ๆ และนำงบไปเพิ่มในด้านเอไอ แอนดี้ แจสซี่ ซีอีโอของแอมะซอนกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การเพิ่มการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) น่าจะนำไปสู่การลดตำแหน่งงานลงอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานรูทีน และงานที่ทำซ้ำ ๆ โดยอัตโนมัติ
- ยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิส (United Parcel Service : UPS)
วันที่ 28 ตุลาคม ยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิส หรือยูพีเอส บริษัทขนส่งพัสดุเอกชนขนาดใหญ่ ประกาศลดจำนวนพนักงานลงรวม 48,000 คน ในปี 2025 โดยแบ่งเป็น 34,000 ตำแหน่ง ในระดับพนักงานปฏิบัติการ และอีก 14,000 ตำแหน่ง ในระดับผู้บริหาร
- พาราเมาต์ (Paramount)
วันที่ 29 ตุลาคม พาราเมาต์ บริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ประกาศเลย์ออฟพนักงานประมาณ 2,000 คนทั่วทั้งบริษัท โดย เดวิด เอลลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การเลิกจ้างครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ ‘การจัดการความซ้ำซ้อน’ ในบริษัท และเพื่อปรับตัวให้เข้ากับลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไป
อ้างอิง : Fortune, CNBC, Challenger, Gray & Christmas, Intellizence