เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

ขุมทรัพย์ ‘บิตคอยน์’ เวเนฯ อะไรจะเกิดหลังรวบ ‘มาดูโร’

10 ม.ค. 2569 | 11:09น.
Government supporters march in Caracas calling for release of ousted President Nicolas Maduro
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในการบุกจับตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กลางดึกถึงในห้องนอนเมื่อวันที่ 3 มกราคม ถือเป็นเหตุการณ์เขย่าขวัญสะท้านโลกต้อนรับปีใหม่ 2026 ด้วยข้ออ้างที่ว่า มาดูโรอยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมด้วยยาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังครอบครองอาวุธที่มีขีดความสามารถในการทำลายล้าง

แม้จะมีข้ออ้างว่าประธานาธิบดีรายนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ แต่ “จุดประสงค์หลัก” ที่เห็นได้ชัดของสหรัฐ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าคือการเข้าไปครอบครอง “ทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ยังอุดมสมบูรณ์ของเวเนฯ นั่นก็คือ “น้ำมัน” ส่วน “ผลพลอยได้” ทางอ้อมก็คือการลดทอนอิทธิพลของจีนในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา

นอกจากนั้น ยังเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ทางอ้อมว่า สหรัฐอเมริกามีศักยภาพทางการทหารเหนือกว่าจีนและรัสเซีย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนฯที่ใช้บริการของจีนและรัสเซียนั้น “เป็นง่อย” เมื่อเจอเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าของสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี สื่อของสหรัฐระบุว่า ในตอนนี้นอกจากทุกสายตาจะมองไปที่น้ำมันปริมาณมหาศาลแล้ว “ทรัพยากร” อีกชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีอยู่มากมายในเวเนฯ ก็คือสกุลเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเวเนฯน่าจะมีบิตคอยน์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อหลบหลีกจากการถูกสหรัฐเล่นงาน เนื่องจากบิตคอยน์อยู่นอกระบบการเงินโลก นอกจากนั้น น่าจะมีทองคำ รวมทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐซุกซ่อนอยู่ด้วย

การที่ถูกสหรัฐแซงก์ชั่นมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ หรือเกือบ 20 ปีที่แล้ว ทำให้เวเนฯถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดเงิน ดังนั้น เวเนฯจึงเพิ่มทางเลือกด้วยการหันไปยอมรับเงินคริปโต แต่เป็นไปได้ยากที่จะบอกได้ว่าเวเนฯมีบิตคอยน์อยู่เท่าไหร่ เพราะระบบของมันถูกออกแบบให้มีความลับและส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ หากมาดูโรและพันธมิตรมีบิตคอยน์จริง ไม่นานก็อาจจะมีการเคลื่อนย้าย ดังนั้น ไม่ว่าบิตคอยน์ดังกล่าวจะถูกขายออกไป ถูกสหรัฐยึด หรือถูกนำไปแลกเปลี่ยน ก็จะ “ส่งผลกระทบ” ต่อผู้ที่ถือครองหรือลงทุนในบิตคอยน์อย่างแน่นอน

Project Brazen ซึ่งเป็นสื่อที่เสนอข่าวและเรื่องราวเชิงลึกผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รายงานว่าเวเนฯน่าจะมีบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นเช่นนั้นจริงจะถือว่าเป็นผู้ถือครองคริปโตรายใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง

ขณะเดียวกัน เชื่อว่ามาดูโรจะใช้วิธีการและเทคนิคหลายอย่างในการแปลงหรือซ่อนเงินคริปโตจำนวนมหาศาลดังกล่าว เป็นไปได้ว่าจะเก็บเงินดังกล่าวไว้ใน “วอลเลต” หลายพันวอลเลต ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของบรรดา “นายพล” และสมาชิกพรรคของมาดูโร

ดังนั้น จึงยากต่อการติดตามแกะรอยที่ผ่านมา เวเนฯก็มีประวัติว่ามักใช้วิธีการนอกกรอบในการแปลงและถ่ายโอนทรัพย์สิน หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือ ให้พันธมิตรของมาดูโรบินไปต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเมื่อต้องการใช้เงิน และเมื่อดูจากการที่เวเนฯได้ทดลองการใช้คริปโตมาเป็นเวลานาน เชื่อว่าจะมีสกุลอื่นด้วยนอกเหนือจากบิตคอยน์

อะไรจะเกิดขึ้นกับคริปโตของเวเนฯหลังจากนี้ คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หนึ่งในความเป็นไปได้ก็คือ มันจะถูกนำออกขาย หรือไม่ก็แลกเปลี่ยน หากถูกขายก็จะทำให้ราคาบิตคอยน์ในตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น หรือไม่รัฐบาลสหรัฐก็อาจยึดเอาไว้และนำส่งคลังสหรัฐ

ผู้ถือเงินคริปโตบางรายประเมินว่า รัฐบาลทรัมป์อาจยึดบิตคอยน์ของมาดูโรและพันธมิตรมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ จะเห็นว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อสร้างทุนสำรองเชิงกลยุทธ์ด้วยบิตคอยน์ ซึ่งอยู่ในแผนส่งเสริมการใช้เงินคริปโตของเขา แต่บางคนก็ตั้งคำถามว่า มันถูกกฎหมายหรือไม่ที่จะใช้บิตคอยน์ของเวเนฯมาเป็นทุนสำรอง

นักวิชาการของศูนย์การป้องกันและความมั่นคงระหว่างประเทศ (ICDS) ในเอสโทเนียระบุว่า การจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลาส่งผลสะเทือนครั้งใหญ่ต่อจีน เพราะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และมาดูโรมีความสัมพันธ์มายาวนานและเป็นประธานาธิบดีในเวลาไล่เลี่ยกัน ห่างกันเพียง 9 วันเท่านั้น การจับกุมผู้นำเวเนฯทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของจีนตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะมีมูลค่าการค้าขายระหว่างกัน 6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว จีนยังลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวเนฯ ซึ่งรวมถึงการให้กู้ยืมด้วย แต่ในเมื่อสหรัฐวางแผนจะเข้าบริหารเวเนฯ ก็มีคำถามว่าเวเนฯจะมีการจ่ายหนี้ให้กับจีนหรือไม่

ซีเอ็นเอของสิงคโปร์ระบุว่า การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลามีผลกระทบต่อจีน ทั้งด้านการลงทุน การป้อนพลังงาน และอิทธิพลในละตินอเมริกา เพราะจีนทุ่มเงินลงทุนเข้าไปในเวเนฯมากที่สุด รองลงมาคือบราซิล เอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา ในยุคของฮูโก้ ชาเวซ ได้เซ็นข้อตกลงหลายอย่างกับจีน และยกย่องว่าจีนเป็น “กำแพงที่ยิ่งใหญ่” ในการสู้กับอิทธิพลของสหรัฐ แต่เมื่อมาดูโรถูกจับกุมในครั้งนี้ นับว่าจีนได้สูญเสียพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นในซีกตะวันตกไปแล้ว

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการบุกจับผู้นำเวเนฯเป็นการส่งสารไปทั่วภูมิภาคละตินอเมริกาให้เลิกล้ม หรือลดการเข้าไปเกี่ยวข้องในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน ทำให้ประเทศเหล่านี้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะถอยห่างจากจีนหรือเดินหน้าต่อดี

ที่ผ่านมาจีนเข้าไปสัมพันธ์กับละตินอเมริกามากขึ้นเรื่อย ๆ มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ที่ระดับ 5.184 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากทศวรรษที่แล้ว