Skip to content

ขุมทรัพย์ ‘บิตคอยน์’ เวเนฯ อะไรจะเกิดหลังรวบ ‘มาดูโร’

10 ม.ค. 2569 | 11:09น.
ขุมทรัพย์ ‘บิตคอยน์’ เวเนฯ อะไรจะเกิดหลังรวบ ‘มาดูโร’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในการบุกจับตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กลางดึกถึงในห้องนอนเมื่อวันที่ 3 มกราคม ถือเป็นเหตุการณ์เขย่าขวัญสะท้านโลกต้อนรับปีใหม่ 2026 ด้วยข้ออ้างที่ว่า มาดูโรอยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมด้วยยาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังครอบครองอาวุธที่มีขีดความสามารถในการทำลายล้าง

แม้จะมีข้ออ้างว่าประธานาธิบดีรายนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ แต่ “จุดประสงค์หลัก” ที่เห็นได้ชัดของสหรัฐ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าคือการเข้าไปครอบครอง “ทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ยังอุดมสมบูรณ์ของเวเนฯ นั่นก็คือ “น้ำมัน” ส่วน “ผลพลอยได้” ทางอ้อมก็คือการลดทอนอิทธิพลของจีนในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา

นอกจากนั้น ยังเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ทางอ้อมว่า สหรัฐอเมริกามีศักยภาพทางการทหารเหนือกว่าจีนและรัสเซีย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนฯที่ใช้บริการของจีนและรัสเซียนั้น “เป็นง่อย” เมื่อเจอเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าของสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี สื่อของสหรัฐระบุว่า ในตอนนี้นอกจากทุกสายตาจะมองไปที่น้ำมันปริมาณมหาศาลแล้ว “ทรัพยากร” อีกชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีอยู่มากมายในเวเนฯ ก็คือสกุลเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเวเนฯน่าจะมีบิตคอยน์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อหลบหลีกจากการถูกสหรัฐเล่นงาน เนื่องจากบิตคอยน์อยู่นอกระบบการเงินโลก นอกจากนั้น น่าจะมีทองคำ รวมทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐซุกซ่อนอยู่ด้วย

การที่ถูกสหรัฐแซงก์ชั่นมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ หรือเกือบ 20 ปีที่แล้ว ทำให้เวเนฯถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดเงิน ดังนั้น เวเนฯจึงเพิ่มทางเลือกด้วยการหันไปยอมรับเงินคริปโต แต่เป็นไปได้ยากที่จะบอกได้ว่าเวเนฯมีบิตคอยน์อยู่เท่าไหร่ เพราะระบบของมันถูกออกแบบให้มีความลับและส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ หากมาดูโรและพันธมิตรมีบิตคอยน์จริง ไม่นานก็อาจจะมีการเคลื่อนย้าย ดังนั้น ไม่ว่าบิตคอยน์ดังกล่าวจะถูกขายออกไป ถูกสหรัฐยึด หรือถูกนำไปแลกเปลี่ยน ก็จะ “ส่งผลกระทบ” ต่อผู้ที่ถือครองหรือลงทุนในบิตคอยน์อย่างแน่นอน

Project Brazen ซึ่งเป็นสื่อที่เสนอข่าวและเรื่องราวเชิงลึกผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รายงานว่าเวเนฯน่าจะมีบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นเช่นนั้นจริงจะถือว่าเป็นผู้ถือครองคริปโตรายใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง

ขณะเดียวกัน เชื่อว่ามาดูโรจะใช้วิธีการและเทคนิคหลายอย่างในการแปลงหรือซ่อนเงินคริปโตจำนวนมหาศาลดังกล่าว เป็นไปได้ว่าจะเก็บเงินดังกล่าวไว้ใน “วอลเลต” หลายพันวอลเลต ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของบรรดา “นายพล” และสมาชิกพรรคของมาดูโร

ดังนั้น จึงยากต่อการติดตามแกะรอยที่ผ่านมา เวเนฯก็มีประวัติว่ามักใช้วิธีการนอกกรอบในการแปลงและถ่ายโอนทรัพย์สิน หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือ ให้พันธมิตรของมาดูโรบินไปต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเมื่อต้องการใช้เงิน และเมื่อดูจากการที่เวเนฯได้ทดลองการใช้คริปโตมาเป็นเวลานาน เชื่อว่าจะมีสกุลอื่นด้วยนอกเหนือจากบิตคอยน์

อะไรจะเกิดขึ้นกับคริปโตของเวเนฯหลังจากนี้ คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หนึ่งในความเป็นไปได้ก็คือ มันจะถูกนำออกขาย หรือไม่ก็แลกเปลี่ยน หากถูกขายก็จะทำให้ราคาบิตคอยน์ในตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น หรือไม่รัฐบาลสหรัฐก็อาจยึดเอาไว้และนำส่งคลังสหรัฐ

ผู้ถือเงินคริปโตบางรายประเมินว่า รัฐบาลทรัมป์อาจยึดบิตคอยน์ของมาดูโรและพันธมิตรมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ จะเห็นว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อสร้างทุนสำรองเชิงกลยุทธ์ด้วยบิตคอยน์ ซึ่งอยู่ในแผนส่งเสริมการใช้เงินคริปโตของเขา แต่บางคนก็ตั้งคำถามว่า มันถูกกฎหมายหรือไม่ที่จะใช้บิตคอยน์ของเวเนฯมาเป็นทุนสำรอง

นักวิชาการของศูนย์การป้องกันและความมั่นคงระหว่างประเทศ (ICDS) ในเอสโทเนียระบุว่า การจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลาส่งผลสะเทือนครั้งใหญ่ต่อจีน เพราะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และมาดูโรมีความสัมพันธ์มายาวนานและเป็นประธานาธิบดีในเวลาไล่เลี่ยกัน ห่างกันเพียง 9 วันเท่านั้น การจับกุมผู้นำเวเนฯทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของจีนตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะมีมูลค่าการค้าขายระหว่างกัน 6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว จีนยังลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวเนฯ ซึ่งรวมถึงการให้กู้ยืมด้วย แต่ในเมื่อสหรัฐวางแผนจะเข้าบริหารเวเนฯ ก็มีคำถามว่าเวเนฯจะมีการจ่ายหนี้ให้กับจีนหรือไม่

ซีเอ็นเอของสิงคโปร์ระบุว่า การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลามีผลกระทบต่อจีน ทั้งด้านการลงทุน การป้อนพลังงาน และอิทธิพลในละตินอเมริกา เพราะจีนทุ่มเงินลงทุนเข้าไปในเวเนฯมากที่สุด รองลงมาคือบราซิล เอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา ในยุคของฮูโก้ ชาเวซ ได้เซ็นข้อตกลงหลายอย่างกับจีน และยกย่องว่าจีนเป็น “กำแพงที่ยิ่งใหญ่” ในการสู้กับอิทธิพลของสหรัฐ แต่เมื่อมาดูโรถูกจับกุมในครั้งนี้ นับว่าจีนได้สูญเสียพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นในซีกตะวันตกไปแล้ว

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการบุกจับผู้นำเวเนฯเป็นการส่งสารไปทั่วภูมิภาคละตินอเมริกาให้เลิกล้ม หรือลดการเข้าไปเกี่ยวข้องในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน ทำให้ประเทศเหล่านี้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะถอยห่างจากจีนหรือเดินหน้าต่อดี

ที่ผ่านมาจีนเข้าไปสัมพันธ์กับละตินอเมริกามากขึ้นเรื่อย ๆ มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ที่ระดับ 5.184 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากทศวรรษที่แล้ว