Skip to content

‘สกอตต์ เบสเซนต์’ ขุนคลังเมกา ตอบ ใครคือประธาน Fed คนใหม่ ?

19 ม.ค. 2569 | 17:01น.
‘สกอตต์ เบสเซนต์’ ขุนคลังเมกา ตอบ ใครคือประธาน Fed คนใหม่ ?

บทสัมภาษณ์ล่าสุดระหว่าง แลร์รี คุดโลว์ ผู้ดำเนินรายการสายเศรษฐกิจของ Fox Business กับ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กลายเป็นจุดโฟกัสของตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะประเด็นสรรหาประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed Chair) คนใหม่ รวมถึงตอบประเด้น เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบันผู้ตกเป็นเป้าสอบสวนคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ทั้งอธิบายภาพใหญ่ของเศรษฐกิจรัฐบาล ‘Trump Boom’

พิธีกรเริ่มต้นด้วยการหยิบคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวว่า เขาเห็น เควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) นั่งอยู่ในกลุ่มผู้ฟังด้วน และอยากขอบคุณเป็นการส่วนตัว โดยชื่นชมว่าแฮสเซตต์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ในวันนั้น ทรัมป์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาอยากให้แฮสเซตต์ทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป เพราะหากย้ายออกไป เขากังวลว่าคนของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเฉพาะชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน จะยิ่งสื่อสารน้อยลงไปอีก (เพราะพูดไม่ค่อยเก่ง) ซึ่งเขามองว่าเป็นปัญหา ย้ำอีกครั้งว่าแฮสเซตต์ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และรัฐบาลไม่ต้องการสูญเสียบุคลากรคนนี้ไป ระบุว่าท้ายที่สุดแล้วจะต้องรอดูว่าการจัดวางตำแหน่งทั้งหมดจะออกมาในทิศทางใด

1) เกมสรรหาประธานเฟดใหม่

เบสเซนต์ตอบว่า รัฐบาลเริ่มกระบวนการสรรหาประธานคนใหม่อย่างจริงจัง และตอนนี้เดินมาถึงรอบท้าย ๆ แล้ว

“กระบวนหารคัดเลือกที่เราทำ เข้มข้นมาก จาก 11 คน เหลือ 5 เหลือ 4… และประธานาธิบดีกับผมเห็นตรงกันว่า บางคนควรทำหน้าที่เดิมให้ดีที่สุด”

เขายกกรณี มิเชลล์ โบว์แมน (Michelle Bowman) รองประธานเฟดด้านกำกับดูแล (Vice Chair for Regulation) ว่าถูกพิจารณาอยู่ในกลุ่มท้าย ๆ แต่สุดท้ายรัฐบาลเห็นว่าสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับเธอ คือให้อยู่ตำแหน่งเดิม

“เธอทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมตรงจุดที่อยู่ เราคิดว่าประโยชน์สูงสุดคือให้เธออยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม”

จากนั้น เบสเซนต์เล่าว่าทรัมป์ต้องการประธานเฟดคนใหม่ที่ “ทำงานร่วมกันได้” โดยเฉพาะในทิศทาง ลดกฎระเบียบทางการเงิน

“เราตั้งใจให้ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกประธานเฟดที่ทำงานร่วมกับเธอได้ดี เพื่อขับเคลื่อนการลดกฎระเบียบด้านการเงินมากขึ้น”

เมื่อพิธีกรหยิบข่าวที่ระบุว่า ทรัมป์ไม่คิดปลดพาวเวลล์ และยังตัดชื่อเบสเซนต์ ออกจากแคนดิเดต เพราะอยากให้คุมกระทรวงคลังต่อ รวมถึงทำให้หลายฝ่ายตีความว่า เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อาจเป็นตัวเต็ง ครานี้ เบสเซนต์ไม่ตอบ เขาบอกเพียงว่า

“มีแค่ประธานาธิบดีเท่านั้นที่รู้… มันเป็นอำนาจตัดสินใจของเขา”

เขาย้ำเพียงว่า ทรัมป์ “คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นวาระ” และจะมีคำตอบในไม่กี่วัน ให้คอยจับตาดู

“ผมคาดว่าเราจะได้ยินการตัดสินใจ ไม่ก็ก่อนเดินทางไปดาวอส ก็ตอนทรัมป์กลับมา”

2) หมายเรียก ‘เจอโรม พาวเวลล์’

ช่วงที่เข้มข้นที่สุดของบทสัมภาษณ์ คือประเด็น ‘หมายเรียก’ ของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนปัจจุบัน ที่ตกเป็นเป้าสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเงินของประเทศ การตรวจสอบเรื่อง งบฯก่อสร้างบานปลายความไร้ประสิทธิภาพภายในเฟด ประเด็นนี้พิธีกรให้ความเห็นว่า ‘พาวเวลล์’ ทำลายความเป็นอิสระของเฟด และบริหารนโยบายพลาด รวมถึงยกกรณีข่าวฉาวหลายครั้งในเฟดขึ้นมา

ฝั่งเบสเซนต์เลือกวางจุดยืนไม่พูดถึงคดีแต่พูดถึงหลักการ เขาตอบเพียงว่า เขาไม่ขอแสดงความเห็นต่อการสอบสวนใด ๆ

“ผมจะไม่ให้ความเห็น และให้ควมเห็นไม่ได้ต่อการสอบสวนที่กำลังเกิดขึ้น…(ถ้ามีจริง) เพราะผมไม่ได้รู้อะไรมาก”

อย่างไรก็ตาม เขาใช้โอกาสนี้ผลักกรอบความคิดว่า เฟดเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลสูงต่อชีวิตคนอเมริกัน แต่กลับไม่ค่อยมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

“เฟดมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของผู้คนในอเมริกา แต่แทบไม่มีความรับผิดชอบ… ผมคิดว่าเฟดต้องเป็นเหมือน ‘ภรรยาของซีซาร์’ คือ ต้องไร้ข้อครหา”

เบสเซนต์ไล่เหตุผลว่า เฟดควรเปิดเรื่องให้ชัด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณที่บานปลาย เพราะระบบของเฟดไม่ได้ใช้งบฯผ่านสภาแบบหน่วยงานรัฐทั่วไป

“เฟดไม่มีระบบงบประมาณแบบที่ต้องขออนุมัติ… ถ้าขาดไปอีก 700 ล้าน แล้วกลายเป็น 1 พันล้าน หรือ 1.5 พันล้าน เขาก็ทำได้เลย แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้”

เขายกภาพเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า แค่จะซื้อ ‘เก้าอี้ตัวใหม่’ ในกระทรวงคลัง ยังต้องผ่านขั้นตอนงบประมาณ แต่เฟดกลับมีโครงสร้างที่เอื้อให้ค่าใช้จ่ายไหลได้ง่ายกว่า

เมื่อพิธีกรโยงไปเรื่องอื้อฉาวจากข้อมูลภายใน เบสเซนต์เสริมว่า สัดส่วนปัญหาถือว่า เยอะเกินรับได้ หากเกิดในองค์กรเอกชน

“สี่หรือห้าคนจากทั้งหมดสิบเก้าคน นี่เป็นตัวเลขที่สูงมาก ถ้าคุณหรือผมเป็น CEO บริษัทวอลล์สตรีต แล้วเกิดแบบนี้ เราจบแล้ว มันคือความล้มเหลวในการกำกับดูแล”

เขาไม่ได้เรียกร้องให้ปลดใครเพียงต้องการ “คนที่มองเห็น”

“ผมไม่ได้เรียกร้องให้ถอดถอนใคร ผมแค่เรียกร้องให้มี ‘แสงแดด’ ส่องเข้ามา”

3) งบประมาณปานปลาย

พิธีกรตั้งคำถามว่า คดีงบประมาณบานปลาย จะถึงขั้นอาญาหรือไม่ และพาวเวลล์ถูกเลือกเป็นเป้าแบบนี้ หมายถึงอะไร

เบสเซนต์ตอบ

“การไร้ความสามารถ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีในการแก้ตัว”

เขาขยายความว่า “ประธานเฟดต้องดูทั้งนโยบายการเงิน และต้องเป็นผู้บริหารขององค์กรขนาดใหญ่… และส่วนหนึ่งของข้อโต้แย้งของผมคือ มันถูกบริหารไม่ดีมาหลายทศวรรษ เพราะระบบราชการเข้ามาคุม”

“ผมได้รับข้อมูลว่า ในธนาคารกลางสาขา คนถึง 40% ในแต่ละอาคาร ไม่ได้ทำงานให้ประธานสาขา แต่รายงานไปที่สาขาอื่น… เรื่องแบบนั้นต้องยกเครื่องจริงจัง”

เขาเสนอแนวคิดให้แต่ละสาขาเป็นศูนย์เชี่ยวชาญ เช่น ด้านระบบชำระเงิน ด้านวิจัยเศรษฐกิจ และอื่น ๆ เพื่อทำให้โครงสร้างมีประสิทธิภาพ

4) ตลาดไม่สะเทือน แม้ประธานโดนหมาย

พิธีกรมองว่าช่วงเวลาที่ประธานเฟดคนปัจจุบันตกเป็นเป้าสอบสวน และอาจทำให้วุฒิสภาบางส่วนชะลอการยืนยันประธานเฟดคนใหม่ แต่เบสเซนต์ยกปฏิกิริยาตลาดเป็นหลักฐานว่า นักลงทุนแทบไม่ตื่นตระหนก

“ตลาดไม่สนใจเลย… หุ้นขึ้น ดอลลาร์ขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลง และดัชนีความผันผวนตลาดตราสารหนี้อยู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี”

5) ทรัมป์บูม 2.0

เมื่อหลุดจากประเด็นเฟด เบสเซนต์เดินหน้าอธิบายนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ว่า เป็นเก้าอี้สามขา ได้แก่ การค้า ภาษี และการลดกฎระเบียบ

ภาษี : กฎหมายภาษีฉบับใหญ่ผ่านแล้ว

“คนทำงานจะเริ่มปรับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และจะเห็นรายได้สุทธิรายสัปดาห์ รายเดือนเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ”

“ผมเห็นสัญญาณว่าเงินคืนจะมีมากกว่า 100 พันล้าน อาจถึง 150 พันล้านดอลลาร์… อาจเฉลี่ยได้ถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อผู้เสียภาษี และอาจ 2,000 ดอลลาร์สำหรับครอบครัวที่มีรายได้สองทาง”

ลดกฎระเบียบ : เพิ่มความสามารถปล่อยกู้

ด้านการลดกฎระเบียบ โดยเฉพาะภาคธนาคาร เบสเซนต์อ้างตัวเลขประมาณการว่า การผ่อนคลายกฎทำให้ธนาคารมีศักยภาพปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นมหาศาล

“มีการประเมินว่าการลดกฎระเบียบสร้างความสามารถปล่อยกู้เพิ่มขึ้นราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์… เพื่อให้ธุรกิจอเมริกันขยายตัวได้ โดยเฉพาะช่วงที่เอไอบูม”

“เราผลักดันเรื่องธนาคารขนาดเล็กและธนาคารชุมชน เพราะมันช่วยเมนสตรีต… เมนสตรีตกับวอลล์สตรีตโตพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง”

อีกเสาที่เบสเซนต์พูดชัด คือการลดข้อจำกัดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้พลังงานถูกลงและช่วยกดเงินเฟ้อ

“เราจะมีพลังงานที่ไม่แพงมาก… ผมคิดว่าราคาน้ำมันอาจลดลงต่อได้”

6) ศาลฎีกากับอำนาจภาษีฉุกเฉิน

อีกหัวข้อใหญ่คือข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อออกมาตรการภาษี ว่าถ้าศาลฎีกาตัดสินไม่เข้าข้างรัฐบาล มีแผนสำรองหรือไม่

“ผมคิดว่าเป็นไปได้น้อยมากที่ศาลฎีกาจะตัดสินสวนทางกับนโยบายเศรษฐกิจหลักของประธานาธิบดี… ศาลไม่อยากปล่อยให้เกิดความวุ่นวาย”

ภาษีในกรอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศและความมั่นคง เช่น ปัญหาเฟนทานิล หรือการต่อรองเรื่องแร่หายาก

“นี่คืออำนาจฉุกเฉิน… มันเชื่อมโยงทั้งนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจ”

ตลอดบทสัมภาษณ์ เบสเซนต์เล่าว่า ‘ทรัมป์บูม 2.0’ กำลังขับเคลื่อนจากเอกชน การลงทุน และการลดกฎระเบียบ เพราะเป้าหมายใหญ่คือ เศรษฐกิจโตแรงแต่เงินเฟ้อต่ำ คล้ายยุค 90s

“เรากำลังมุ่งสู่การเติบโตแบบไม่ก่อเงินเฟ้อ… และตัวเลข GDP อาจเซอร์ไพรส์เป็นบวก”