‘อับดุล เอล-ซาเยด’ มุสลิมคนแรก นั่งวุฒิสภาสหรัฐ
ผู้สมัครพรรคเดโมแครต วัย 42 ปี ชนะเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐในรัฐมิชิแกน สร้างประวัติศาสตร์ชาวมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภา พร้อมรักษาที่นั่งของพรรคเดโมแครต แม้ถูกโจมตีเรื่องศาสนาและจุดยืนต่ออิสราเอล
Reuters รายงานว่า อับดุล เอล-ซาเยด (Abdul El-Sayed) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐในรัฐมิชิแกน ทำให้เขากลายเป็นชาวมุสลิมคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภา
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พรรคเดโมแครตรักษาที่นั่งวุฒิสมาชิกของรัฐมิชิแกนเอาไว้ได้ หลังแกรี ปีเตอร์ส (Gary Peters) วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ประกาศเกษียณจากตำแหน่ง และเปิดโอกาสให้ทั้งสองพรรคแข่งขันกันชิงที่นั่งดังกล่าว
ชัยชนะของเอล-ซาเยด ทำให้พรรครีพับลิกันพลาดโอกาสแย่งที่นั่งจากพรรคคู่แข่งในรัฐที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูสี
ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ด้วยจำนวน 53 ที่นั่ง เทียบกับพรรคเดโมแครตและสมาชิกที่ร่วมลงคะแนนกับพรรค 47 ที่นั่ง ทำให้เดโมแครตจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งสุทธิอีก 4 ที่นั่ง จึงจะสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้
ค่าครองชีพ-ประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เอล-ซาเยด วัย 42 ปี เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุข ก่อนเข้าสู่การแข่งขันทางการเมือง ตลอดการหาเสียง จะให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพของครอบครัวชนชั้นแรงงาน และการลดอิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีต่อกระบวนการกำหนดนโยบายทางการเมือง
หนึ่งในนโยบายหลักคือ Medicare for All หรือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบประกันสุขภาพเอกชนเป็นหลัก
นโยบายนี้ได้รับการผลักดันจากนักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าภายในพรรคเดโมแครตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มก้าวหน้ากับนักการเมืองสายกลางภายในพรรค
คู่แข่งรีพับลิกันได้รับแรงหนุนจากทรัมป์
คู่แข่งของเอล-ซาเยด คือ ไมค์ โรเจอร์ส (Mike Rogers) วัย 63 ปี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแกนนำพรรครีพับลิกันระดับประเทศ
ตลอดการหาเสียง โรเจอร์สพยายามนำเสนอภาพของเอล-ซาเยด ว่าเป็นนักการเมืองหัวรุนแรงที่มีความเห็นอกเห็นใจกลุ่มสุดโต่งทางศาสนาอิสลาม กล่าวหาว่าเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood)
เอล-ซาเยด ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาของโรเจอร์ส ส่วนพรรคเดโมแครตระบุว่า การโจมตีทางการเมืองลักษณะนี้อาศัยการสร้างภาพเหมารวมและอคติต่อชาวมุสลิม หรือ Islamophobia เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร
จุดยืนต่ออิสราเอล-สงครามกาซา ถูกใช้โจมตี
นอกจากประเด็นศาสนา โรเจอร์สยังพยายามหาเสียงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวยิว ซึ่งบางส่วนอาจมีความกังวลต่อจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศของเอล-ซาเยด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล
เอล-ซาเยด แสดงจุดยืนคัดค้านการให้ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐแก่อิสราเอล และกล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
จุดยืนดังกล่าวถูกโรเจอร์สนำมาใช้ในการหาเสียง เพื่อดึงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนอิสราเอลหรือไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเอล-ซาเยด
เศรษฐกิจ-คะแนนนิยมทรัมป์ ฉุดผู้สมัครรีพับลิกัน
แม้โรเจอร์สจะได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์และพรรครีพับลิกัน แต่กลับต้องเจออุปสรรคจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ รวมถึงคะแนนนิยมที่อยู่ในระดับต่ำของประธานาธิบดีทรัมป์
ทำให้โรเจอร์สไม่สามารถใช้แรงสนับสนุนจากทรัมป์เปลี่ยนเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งได้ แม้จะพยายามปรับจุดยืนในช่วงท้ายของการหาเสียง
ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง โรเจอร์สเริ่มแสดงความเห็นแตกต่างจากทรัมป์ในประเด็นสงครามกับอิหร่าน และข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดา
โรเจอร์สระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้องยุติทั้งสงครามกับอิหร่านและความขัดแย้งทางการค้ากับแคนาดา เพื่อช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
การปรับจุดยืนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสนใจกับปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดโรเจอร์สยังไม่สามารถเอาชนะเอล-ซาเยดได้
ผลการเลือกตั้งรัฐมิชิแกนจึงทำให้พรรคเดโมแครตสามารถรักษาที่นั่งเดิมในวุฒิสภาไว้ได้ พร้อมส่งนักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่มีจุดยืนชัดเจนด้านสวัสดิการ เศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศเข้าสู่สภาสูงของสหรัฐ