คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา เชื่อว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นการถอดถอน โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีตามกระบวนการอิมพีชเมนต์ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองสำคัญที่สุด สาหัสที่สุด เท่าที่ทรัมป์เคยเผชิญมา นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
“อิมพีชเมนต์” เป็นกระบวนการถอดถอนผู้นำระดับสูงฝ่ายบริหารที่มีลักษณะเฉพาะของสหรัฐ เริ่มต้นด้วยการไต่สวนในสภาล่าง หรือสภาผู้แทนฯ โดยที่ประธานสภาล่าง ซึ่งในกรณีนี้ คือ นางแนนซี เพโลซี เป็นผู้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่เดิม กรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มักเป็นคณะกรรมาธิการการยุติธรรม แต่คราวนี้ เพโลซี มอบอำนาจการไต่สวนให้กับกรรมาธิการถึง 6 คณะด้วยกัน
การไต่สวนดังกล่าวเป็นไปเพื่อสรุปข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ละเมิดต่ออำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้ามี จำแนกได้เป็นกี่ข้อหา ในฐานความผิดใดบ้าง แล้วจึงนำไปสู่การพิจารณาเพื่อลงมติของสภาล่างเต็มสภา
อาศัยเพียงเสียงข้างมากปกติ ก็สามารถกล่าวหาประธานาธิบดีว่ากระทำผิดประการหนึ่งประการใด หรือหลายประการได้
สภาล่างที่พรรคเดโมแครตที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอยู่ในเวลานี้ ครองเสียงข้างมากอยู่ 435 เสียง รีพับลิกันมี 199 เสียง ดังนั้นโอกาสที่กระบวนการนี้จะผ่านสภาล่างไป จึงมีมากอย่างยิ่ง
เมื่ออิมพีชเมนต์ถึงสภาสูง หรือวุฒิสภาสหรัฐ ตัวแทนของสภาล่างจะทำหน้าที่เป็นเหมือนพนักงานอัยการ หรือโจทก์ สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 100 คน (รีพับลิกัน 51 คน, เดโมแครต 47 คน, อิสระ 2 คน) ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็น คณะลูกขุน ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานการพิจารณากรณีอิมพีชเมนต์ คือ ผู้พิพากษาศาลสูงสุด หรือศาลฎีกา
การลงมติถอดถอนหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด
หลายคนมองว่ายากที่จะเป็นไปได้ เพราะนั่นหมายถึง ส.ว.รีพับลิกันอย่างน้อย 20 คน หันมาลงคะแนนถอดถอนทรัมป์ พร้อมกับพรรคเดโมแครตที่เป็นเสียงข้างน้อยในสภาสูงของสหรัฐในเวลานี้
อีกบางคนบอกว่า โอกาสเป็นไปได้ยังมี โดยเฉพาะหากความผิดของทรัมป์ชัดเจน มีหลักฐานพร้อม มติมหาชนสนับสนุนการเอาผิดกับประธานาธิบดีท่วมท้น ก็จะเป็นการบีบวุฒิสภาไปในตัวให้เลือก “ความถูกต้อง” มากกว่า “เลือกพรรค”
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและตลาดทุนในสหรัฐไม่ใช่น้อย เพราะกลายเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาอีกปัจจัยหนึ่ง ในท่ามกลางสภาวะแวดล้อมเชิงลบทั้งหลาย
ขณะที่การไต่สวน การสืบสวน ตามกระบวนการอิมพีชเมนต์ จะยิ่งทวีความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาว กับสภาผู้แทนราษฎร เพราะส่งผลกระทบต่อความเป็นไปได้ที่ประเด็นการค้าต่าง ๆ ที่ทรัมป์ต้องการผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบต้องค้างเติ่ง หรือถูกตีตกไปในที่สุด
หนึ่งในเรื่องสำคัญดังกล่าวก็คือ การผลักดันให้สภาล่างให้ความเห็นชอบต่อร่างความตกลงทางการค้าแห่งอเมริกาเหนือ ที่ทรัมป์นำเอาความตกลงการค้าเสรีแห่งอเมริกาเหนือ (นาฟตา) มาปรับปรุงใหม่ เจรจาจนได้ความตกลงแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการให้สัตยาบันรับรองในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต ที่ครองเสียงข้างมากในสภาล่างอยู่
กระบวนการอิมพีชเมนต์ครั้งนี้ส่งผลให้โอกาสที่จะเจรจาต่อรองระหว่างทำเนียบขาว รีพับลิกัน และเดโมแครต ในเรื่องนี้อย่างราบรื่นลดน้อยลงไปมาก
ยิ่งนับแต่นี้ต่อไป กระบวนการอิมพีชเมนต์ จะกลายเป็นเรื่องหลักที่ครอบงำกิจกรรมทางการเมืองในวอชิงตันอย่างต่อเนื่องนานนับเดือน บั่นทอนทั้งเวลาและพลังงานที่จะไปดำเนินกิจกรรมปกติธรรมดาสามัญของรัฐบาล หลงเหลือเพียงแต่การถกเถียง โต้แย้ง เอาชนะคะคานกันในหลากหลายข้อ หลายประเด็นที่เกี่ยวพันกับอิมพีชเมนต์ โอกาสผ่านร่างกฎหมายอื่น ๆ ยิ่งลดน้อยถอยลงอย่างมาก
แต่นักวิเคราะห์บางคนกลับมองว่า การอิมพีชทรัมป์ครั้งนี้อาจกลายเป็นผลดี ทำให้สงครามการค้าที่ยืดเยื้อตลอดปี 2 ปีที่ผ่านมา ได้ข้อยุติลงได้
นักวิเคราะห์ที่รวมทั้ง ฮุสเซน เซยิด แห่งเอฟเอ็กซ์ทีเอ็ม เชื่อว่า ทรัมป์อาจจะหาทางทำความตกลงกับจีน เพื่อยุติสงครามทางการค้าลง อย่างน้อยก็เพื่อดึงความสนใจให้หันเหออกไปจากการสืบสวนของสภา ที่ทรัมป์เองยังไม่รู้ชัดว่าจะถูกเล่นงานในข้อไหนเพิ่มเติมอีกบ้าง
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ก็สามารถนำความตกลงที่ทำขึ้นกับจีน มาใช้อ้างเป็น “ชัยชนะ” ในทางการเมือง แม้ว่าจะเป็น “ความตกลง” ที่ “ไม่สมบูรณ์พร้อม” อยู่บ้างก็ตาม
ชัยชนะที่ว่านั้น จำเป็นต่อทรัมป์ ไม่เพียงเพื่อสะกดกรณีอิมพีชเมนต์เท่านั้น ยังจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหาเสียงเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีกครั้งในปลายปีหน้า
วิลลี แลม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองประจำไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี ที่ฮ่องกง ชี้ว่า ทรัมป์อาจแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น ในขณะที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเอง ก็ต้องการให้สงครามการค้ายุติลงเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็ชั่วคราวในระหว่างการประชุมพรรคสมัยสำคัญครบรอบการก่อตั้งประเทศ 70 ปี ในเดือนตุลาคมนี้
อย่างไรก็ตามการตกลงกันใด ๆ ก็ตาม ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรืออาจจะเป็นทั้งสองฝ่าย จำเป็นต้อง ยอมประนีประนอม ลดข้อเรียกร้องของตนเองลง
ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด