เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (29 ต.ค.) เปิดตลาด 33.75 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (29 ต.ค.) เปิดตลาด 33.75 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เปิดสเป็ก MacBook Pro ‘จอสัมผัส’ รุ่นแรก ใช้ชิป M5 Pro-M5 Max เริ่มต้น 104,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก MacBook Pro ‘จอสัมผัส’ รุ่นแรก ใช้ชิป M5 Pro-M5 Max เริ่มต้น 104,900 บาท
เปิดดีลใหญ่ PTTGC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี ปั้นบริษัทร่วมทุน 1.86 แสนล้าน
Finance เปิดดีลใหญ่ PTTGC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี ปั้นบริษัทร่วมทุน 1.86 แสนล้าน
ราคาที่ดิน ‘กทม.-ปริมณฑล’ ฟื้น ‘รถไฟฟ้า-M82’ ดันขึ้นยกแผง 
Real Estate ราคาที่ดิน ‘กทม.-ปริมณฑล’ ฟื้น ‘รถไฟฟ้า-M82’ ดันขึ้นยกแผง 
บทเรียนยุโรป ก่อนวิกฤตการคลังมาถึงไทย
Columns บทเรียนยุโรป ก่อนวิกฤตการคลังมาถึงไทย
กฟผ. เริ่มตั้งไข่โรงไฟฟ้า SMR จ้างที่ปรึกษา-รัฐตั้ง NEPIO ขับเคลื่อน
Economic กฟผ. เริ่มตั้งไข่โรงไฟฟ้า SMR จ้างที่ปรึกษา-รัฐตั้ง NEPIO ขับเคลื่อน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (29 ต.ค.) ขยับขึ้น 0.45% อยู่ที่ 81,164 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (29 ต.ค.) ขยับขึ้น 0.45% อยู่ที่ 81,164 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (29 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (29 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
World เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
Economic สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

ความกังวลของผู้บริโภค ปัจจัยเสี่ยงฟื้น ศก.หลังโควิด

17 ก.ค. 2563 | 07:16น.
ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงษ์พานิชย์

ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ “ยูกอฟ” บริษัทวิจัยด้านการตลาดของประเทศอังกฤษที่เผยแพร่ “ยูกอฟส์ อีโคโนมิคส์ รีคัฟเวอรี แทรคเกอร์” ออกมาเมื่อ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา น่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงบ่งบอกถึงทัศนะในปัจจุบันของประชาชนที่เป็นผู้บริโภคในยามวิกฤตเช่นนี้ ยังเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ผลสำรวจที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กหยิบมาเผยแพร่นั้น เป็นการสำรวจในประเทศต่าง ๆ รวม 26 ประเทศ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ว่าจะที่ไหนที่กำลังตกอยู่ในท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิดในเวลานี้ มีความกังวลเหมือน ๆ กันอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ

เรื่องแรกก็คือเรื่องงาน กังวลว่าจะสูญเสียงานที่ทำ ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลประการถัดมาขึ้นตามมานั่นคือ กลัวว่าจะไม่มีเงินสำหรับการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความกังวลทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ พวกเขาระมัดระวังกับการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงระมัดระวังกับการลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งยูกอฟเห็นว่าเป็นแนวโน้มในทางลบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยามนี้ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดในหลาย ๆ ประเทศ

แม้รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในบางประเทศอ้างว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นสัญญาณแห่งความหวังว่าเศรษฐกิจจะไม่ทรุดตัวลงลึกมากมายนัก แต่ข้อมูลจากการสำรวจของยูกอฟกลับแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลกยังคงจำกัดการบริโภคสินค้าของตนเอง

นั่นหมายความว่า คงต้องใช้เวลาอีกนานไม่น้อยกว่าบรรดานักช็อป นักเดินทาง และนักดื่มนักกินทั้งหลายจะกลับมาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า ท่าอากาศยานและภัตตาคารทั้งหลายเต็มที่อีกครั้ง

ผลการสำรวจในกลุ่มตัวอย่างมากถึง 27,681 ราย แสดงให้เห็นว่า กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภครู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งงานมากขึ้นกว่าเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา ในประเทศส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจ ความกังวลว่าจะตกงานเพิ่มขึ้นแทบทั้งหมด โดยระดับการเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 10 เปอร์เซ็นต์เทจพอยต์ เมื่อเทียบกับในช่วง 8 สัปดาห์ก่อนหน้า

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชัดเจนในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พุ่งกระฉูดขึ้นอีกครั้ง โดยผู้บริโภคทั่วไปราว 23 เปอร์เซ็นต์รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน เทียบกับสัดส่วนของผู้ที่มีความคิดแบบเดียวกันเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานที่ว่านี้ถูกแปรให้กลายเป็นความระมัดระวังจำนวนเงินในกระเป๋า เมื่อถูกสอบถามว่าจะทำอะไรกับเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบที่ได้จากทางการ ซึ่งเทียบเท่ากับรายได้ 1 เดือน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเก็บเข้าบัญชีธนาคาร

37 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคอเมริกันบอกว่าจะออมเงินดังกล่าว มีเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ระบุว่าจะนำไปใช้จ่าย

ในสหราชอาณาจักร สัดส่วนของผู้บริโภคที่ตั้งใจจะออมเงินก้อนดังกล่าวมีมากถึง 58 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงแค่ 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ต้องการนำไปใช้จ่าย แนวโน้มที่ว่านี้ปรากฏให้เห็นในทุกประเทศทั่วโลกที่ทำการสำรวจ โดยที่ผู้บริโภคมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะออมเงินก้อนดังกล่าวไว้ในธนาคาร ในประเทศอย่างออสเตรเลีย, อินเดีย, ฝรั่งเศส, อินโดนีเซีย, นอร์เวย์, และแคนาดา

ในเกือบทุกประเทศ มีสัดส่วนของผู้บริโภคน้อยมากคืออยู่ในระดับต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นเพียงประเทศเดียวที่เตรียมนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี 7 สัดส่วนของผู้ที่จะนำเงินรายได้ดังกล่าวไปลงทุนในตลาดหุ้นยิ่งน้อยลง เหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น

ในทุกประเทศเช่นเดียวกัน ราว 1 ใน 4 ของครัวเรือน จำเป็นต้องนำเอาเงินออมออกมาใช้จ่ายเพื่อให้สามารถเอาตัวรอดพ้นผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ และอีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจที่จะลดการใช้จ่ายลง แทนที่จะปล่อยให้เงินในกระเป๋าลดลงมากจนเกินไป

ทั้งนี้ ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในส่วนที่ปรับลดการจับจ่ายลงโดยเฉพาะในส่วนของสินค้าที่ไม่มีความจำเป็น มีมากกว่าผู้ที่หันไปนำเงินออมมาใช้เพื่อคงระดับการจับจ่ายไว้ในระดับเดิมมาก โดยอัตราเฉลี่ยในทุกประเทศที่ทำการสำรวจพบว่าสัดส่วนของผู้ที่ตัดสินใจลดรายจ่ายลงมีเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์

การตัดสินใจลดการบริโภคลง เพราะความกังวลนี้แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติในสภาวะวิกฤต แต่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแน่นอนเช่นกัน