3 พันล้านคนทั่วโลกในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ อาจต้องรอวัคซีนโควิด-19 อีกหลายปี เพราะชาติมหาอำนาจเข้าคิวจองซื้อไปก่อน
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า หลังจาก “ไฟเซอร์ อิงค์.” บริษัทยาของสหรัฐฯ ได้แถลงถึงความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนร่วมกับ บริษัท “ไบโอเอ็นเทค เอสอี” หุ้นส่วนจากเยอรมนี เมื่อ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยยืนยันประสบความสำเร็จในการทดลองในคนระยะที่ 3 มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ได้สูงกว่า 90 % ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงราคาของไฟเซอร์พุ่งขึ้นทันที เพราะกลายเป็นความหวังของการต่อสู้กับโควิด-19
แต่ขณะเดียวกันก็มีรายงานข่าวว่า “Albert Bourla” ซีอีโอของไฟเซอร์ ได้เทขายหุ้นบริษัทตัวเองเกือบทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากหุ้นบริษัทพุ่งขึ้นถึง 15% เมื่อวันที่ 10 พ.ย. และ 8% เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมซีอีโอไฟเซอร์ เทขายหุ้นเพราะหากวัคซีนประสบความสำเร็จราคาหุ้นก็น่าจะขยับขึ้นต่อ
ขณะที่เมื่อ 11 พ.ย. ผู้ผลิตวัคซีนของประเทศรัสเซีย “สปุตนิก-วี”( Sputnik-V) ก็ออกมายืนยันว่าการทดสอบวัคซีนในคนระยะที่ 3 ได้ผลถึง 92%

ถึงแม้วัคซีนของผู้ผลิตหลายรายจะใกล้เป็นจริง แต่การแจกจ่ายวัคซีนยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากข้อจำกัดในการใช้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ที่ต้องเก็บในตู้เย็นอุณหูมิต่ำถึง -70 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างมากเพราะไม่มีสถาบันการแพทย์ไหนที่มีตู้แช่วัคซีนในอุณหภูมินั้นเพียงพอต่อประชากรทั้งประเทศ แต่ต้องรอดูว่าวัคซีนบริษัทอื่นที่ผ่านการทดลองต่อ ๆ ไปว่าต้องเก็บในอุณหภูมิที่เย็นขนาดนี้หรือไม่
ขณะที่ประเทศมหาอำนาจ ก็มีการจับจองวัคซีนของบริษัทยาต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก โดยกรณีวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์กับไบโอเอ็นเทค ทางสหภาพยุโรปทำข้อตกลงจอง200 ล้านโดส ,ญี่ปุ่นจอง 120 ล้านโดส สหรัฐอเมริกาจอง 100ล้านโดส และสหราชอาณาจักร 30ล้านโดส
อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไปสำหรับการที่จะให้ประชาชนทั่วโลก 7.8 พันล้านคนเข้าถึงวัคซีนที่แสนล้ำค่านี้ จะเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากเดอะ คอนเวอร์เซชั่นได้รายงานว่า ขณะนี้องค์กรสหประชาชาติ (UN) มีโครงการแจกจ่ายวัคซีนไปทั่วโลก ภายใต้ชื่อ “COVAX” ซึ่งเป็นการร่วมมือของ 184 ประเทศและร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) แจกจ่ายวัคซีนไปตามประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งตอนนี้องค์กรสามารถรวบรวมเงินได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายจะรวบรวม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สรายงานว่ามหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ รัซเซีย และสหภาพยุโรป ได้ “ถอนตัว” หรือไปมีข้อตกลงแยกในการซื้อวัคซีน เพื่อให้ชิงตัดหน้าเอามาก่อนประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้ข้อตกลงนี้แทบจะ “ไร้ประโยชน์” และเกิดปรากฏการณ์ “วัคซีนชาตินิยม” ที่แต่ละประเทศต่างก็อยากเอาวัคซีนมาช่วยประเทศชาติของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ประเทศยากจนแถบจะไม่ได้ไปแตะวัคซีนนี้ รายงานข่าวระบุว่าประชากรโลก 3 พันล้านคน ในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ อาจจะยังไม่ได้ใช้วัคซีนในอีกหลายปีเพราะไม่มีบุคลากรแพทย์ทั่วโลกสำหรับการดูแลและฉีดวัคซีนนี้ และชุมชนที่ยากจนอย่างในทวีปแอฟริกาที่มีสถานพยาบาล 28% ที่มีไฟฟ้าใช้ คนกลุ่มนี้อาจจะใช้เวลาหลายปีจึงจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้
ถึงแม้จะมีองค์กรนานาชาติที่สนใจเข้ามาช่วยเหลืออย่าง ธนาคารโลกที่ได้เตรียมกองทุน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้ามาครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำอย่างอินเดีย และไนจีเรีย รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ แต่วัคซีนนี้กลุ่ม “คนรวย” หรือประเทศมหาอำนาจน่าจะ “กวาดวัคซีน” หมดเกลี้ยงก่อนที่ “คนจน” จะได้ใช้