เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วัคซีน-ไบเดนปลุกตลาดหุ้นคึกคัก ทุบราคาทองคำหวั่นหลุด1,700เหรียญ

11 พ.ย. 2563 | 15:25น.
ร้านทอง

ร้านทอง

โบรกฯเตือนระวังทองคำหลุด 1,700 เหรียญ เอฟเฟ็กต์ “วัคซีนโควิด” สวนทางตลาดหุ้นคึก “เอเซีย พลัส” มองดัชนีปีนี้ 1,250-1,340 จุด ปีหน้ามีโอกาสดีด 1,450 จุด เหตุเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชน-นโยบายผู้นำสหรัฐคนใหม่หนุน “ฮั่วเซ่งเฮง” มองเทรนด์ระยะกลางราคาไปต่อได้ กองทุนบัวหลวงเตือนนักลงทุนเผื่อใจ ศก.ไม่ฟื้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักทันที หลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่า นายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต เป็นผู้ชนะ รวมทั้งปัจจัยบวกกรณีบริษัท Pfizer และ BioNTech แถลงผลการพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสถึง 90% ส่งผลเช้าวันที่ 10 พ.ย. ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดบวกทันที 40.67 จุด สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัว
ลดลงอย่างรุนแรง โดยเปิดตลาดราคาทองคำในประเทศลดลงทีเดียว 1,200 บาท

ฟันด์โฟลว์เข้าบอนด์

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) เปิดเผยว่า ช่วงนี้กระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ของไทยค่อนข้างมาก โดยช่วงตั้งแต่วันที่ 5-10 พ.ย.พบว่า ต่างชาติเข้าซื้อบอนด์ไทยแล้วมากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่มาจากผลการเลือกตั้งสหรัฐที่ออกมาว่า นายไบเดนเป็นฝ่ายชนะ

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากมีความคืบหน้าเชิงบวกเรื่องวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาพตลาดหุ้นดีดตัวค่อนข้างแรง ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ตลาดหุ้นตอบรับข่าวนี้ไปแล้วระดับหนึ่ง และทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามว่า การนำวัคซีนมาใช้ในวงกว้างได้เร็วแค่ไหน ซึ่งคาดว่าประมาณครึ่งปีหลังปี 2564 ทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ปีนี้ยังมองไว้ที่ 1,250-1,340 จุด

ส่วนปีหน้ามองเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,450 จุด บนสมมติฐานการเริ่มนำวัคซีนมาใช้ได้ รวมถึงนโยบาย “โจ ไบเดน” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยผ่อนคลายโดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า จะเป็นประเด็นบวกทำให้ภาพเศรษฐกิจจะฟื้นตัว โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปีหน้าที่ 4.1% อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นการเมืองในประเทศที่อาจมีความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งพร้อมจะกลับมาเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นไทยได้ทุกเมื่อ

ทั้งนี้ หากประเมินสถานการณ์เงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ดูเหมือนสัญญาณเม็ดเงินจะย้ายเข้าภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ซึ่งถ้ามองแนวโน้มภายใต้ทิศทางค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่า น่าจะเป็นสัญญาณบวกที่ฟันด์โฟลว์มีโอกาสจะไหลเข้า แต่จะต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหนต้องติดตามต่อไป

“ทองคำ” ปรับฐานแรง

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ราคาทองคำต่างประเทศ (gold spot) คืนวันที่ 9 พ.ย. 63 ปรับตัวลงประมาณ 90 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังการรายงานข่าวความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มทยอยออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยไปยังสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

ประกอบกับตลาดหุ้นเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาคึกคัก หลังจากนายโจ ไบเดนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐคนใหม่ เหล่านี้เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ

โดยราคาทองคำเช้าวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าราคาปรับฐานลงมาใกล้บริเวณแนวรับที่ 1,850 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนปรับขึ้นไปเคลื่อนไหวที่บริเวณ 1,880 ดอลลาร์/ออนซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(10พ.ย.) ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงแรง โดยทันทีที่เปิดตลาดราคาทองปรับลดลงถึงบาทละ1,200 บาท และผันผวนตลอดทั้งวัน เบ็ดเสร็จทั้งวันราคาทองปรับขึ้น-ลง 10 ครั้ง และปิดตลาดปรับลดลงบาทละ 1,150 บาท

ล่าสุดวันนี้ (11พ.ย.) เมื่อเวลา 12.00 น. ราคาทองก็ยังปรับลดลงอีกบาทละ 150บาท

ระยะกลางทองคำยังผันผวน

อย่างไรก็ตาม นายธนรัชต์กล่าวว่าในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ประเมินว่า ธุรกิจทั่วโลกจะยังได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจะส่งผลให้ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

แต่ราคาทองคำก็มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานหลุด 1,850 ดอลลาร์/ออนซ์ ในปี 2564 เนื่องจากคาดว่าจำนวนการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 จาก 50 ล้านโดสในปีนี้ จะเพิ่มเป็น 1.3 พันล้านโดสในปีหน้า และคาดว่าจะเริ่มมีการฉีดให้ประชาชนได้จริงหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นผลกดดันราคาทองคำในระยะถัดไป แม้ว่าทองคำอาจยังไม่จบรอบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่คาดว่าการปรับขึ้นอย่างไม่มีจุดสูงสุดอย่างในช่วงที่เกิดโควิด-19 จะจบลงแล้ว

“ขอรอดู 1-2 วันต่อจากนี้ก่อนว่าหลังหมดบรรยากาศของข่าววัคซีนแล้ว นักลงทุนตอบรับต่อราคาทองคำอย่างไร หากมีแรงกลับเข้ามาซื้อก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะยังปรับขึ้นทดสอบ 2,000 เหรียญ รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยการผลิตวัคซีนเพื่อใช้ฉีดแก่ประชาชนจริง ๆ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศต่าง ๆ ในระยะข้างหน้าอีกด้วย” นายธนรัชต์กล่าว

เตือนทองร่วง 1,700 เหรียญ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยวิเคราะห์แนวรับของราคาทองคำในระยะสั้นที่ 1,850 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่หากวัคซีนป้องกันโควิด-19 เริ่มฉีดจริงแก่ประชาชน คาดว่าราคาทองคำมีความเสี่ยงปรับลงไปถึงระดับ 1,700 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำในประเทศที่ 24,100 บาท/บาททองคำ

โดยกรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ คาดการณ์ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 1,850-2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือกรอบการเคลื่อนไหวในประเทศที่แนวรับ 26,500 บาท/บาททองคำ และแนวต้านที่ 28,800 บาท/บาททองคำ

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองต่อประเด็นการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เป็น 2 มุมมอง ได้แก่ 1.แม้วัคซีนจะมีความคืบหน้า แต่เนื่องจากยังไม่สามารถผลิตได้จริง รัฐบาลจึงนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อและการล็อกดาวน์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงสั้น

และ 2.รัฐบาลนำเงินที่เตรียมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมาผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าราคาทองคำจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีนี้ และมีความเสี่ยงจะปรับตัวลงตามที่ประเมินเอาไว้ โดยฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักกับการเกิดกรณีที่ 2 มากกว่ากรณีแรก

“เราคาดว่าเป็นไปได้ยากมากที่ราคาทองจะขึ้น เพราะราคาหุ้นถูกมาก อีกทั้งในปี 2563 ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้วกว่า20% ตรงข้ามกับตลาดหุ้นที่ปรับลงกว่า 30%” นายณัฐวุฒิกล่าว

หุ้นสายการบิน-โรงแรม ตีปีก !

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า ผลการทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นบวกมากกว่าที่ตลาดประเมินเอาไว้ ผลการทดสอบดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเดินทางที่มีความหวังว่าจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4/63 กองทุนบัวหลวงได้แนะนำนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นเพื่อดักทางการกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจหลังการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19

“กว่าที่วัคซีนจะเริ่มผลิตและแจกจ่ายยังต้องใช้เวลา โดยเบื้องต้นจะเป็นการผลิตเพื่อฉีดในประเทศสหรัฐก่อน ตามมาด้วยยุโรปและเอเชียตามลำดับ เพราะฉะนั้น เตือนนักลงทุนให้เผื่อใจไว้ว่า ทั้งโรคระบาดและเศรษฐกิจอาจยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในเร็ว ๆ นี้” นายพีรพงศ์กล่าว

สำหรับมุมมองการลงทุนต่อจากนี้ กองทุนบัวหลวงยังคงแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายการลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากประเมินว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกจะอยู่ในระดับต่ำ จากผลการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และแนวโน้มเศรษฐกิจที่แม้จะฟื้นตัวจากปีนี้ที่จีดีพีทั่วโลกต่างติดลบ แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่จุดเดิมก่อนที่จะเกิดโควิด-19

“เมื่อดอกเบี้ยต่ำ แน่นอนว่ากองทุนหุ้นต้องให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นอกจากการลงทุนในกองทุนหุ้นในประเทศแล้ว ยังแนะนำกองทุนหุ้นต่างประเทศที่มีการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและการแพทย์ และบริษัทที่ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงยารักษาโรคร้ายแรงอื่น ๆ” นายพีรพงศ์กล่าว

เตือนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น

ขณะที่นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด กล่าวว่าแม้ราคาหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน จะฟื้นตัวขึ้นหลังข่าวการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่ในความเป็นจริงยังต้องใช้เวลากว่าที่วัคซีนจะสามารถกระจายให้ผู้คนอย่างถ้วนหน้า รวมถึงยอดติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ประมาณ 5 แสนวัน/ราย

นอกจากนี้เริ่มเห็นสัญญาณดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวลง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นในระยะถัดไปจะผันผวน และไม่ได้ปรับขึ้นต่อเนื่องจากข่าววัคซีนป้องกันโควิด-19

“เราไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตระหนกมากนัก หลังจากที่ดัชนีปรับขึ้นจาก 1,200 จุด มาอยู่ที่ 1,300 จุด และแนะนำให้ขายทำกำไรออกมาบางส่วน เพราะไม่อยากให้ทุ่มความหวังไปที่วัคซีน ในขณะที่เศรษฐกิจ
จริงยังไม่ฟื้นตัว” นายวินกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ราคาทอง