แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ
ชีพจรเศรษฐกิจโลก ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อปลายปีที่แล้ว องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) จับมือกับชาติผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ๆ ของโลกที่อยู่นอกกลุ่ม โดยเฉพาะรัสเซีย รวมตัวกันเป็น “โอเปกพลัส” ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 10% ของปริมาณการผลิตเดิม โดยที่ซาอุดีอาระเบียแบกรับเอาไว้มากที่สุดถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ถึงมกราคมต้นปีนี้ โอเปกพลัส ยังคงทำความตกลงกันได้ ยืดการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปครอบคลุมอย่างน้อยที่สุดถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้
ผลลัพธ์ก็คือราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ ทะยานขึ้นอยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 8 มีนาคม 2020 ที่โควิด-19 เริ่มอาละวาด ส่วนดับเบิลยูทีไอ ก็พุ่งขึ้นสู่ระดับ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2018
ก่อนที่เบรนต์จะร่วงลงมา 9% ส่วนดับเบิลยูทีไอ 7.12% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากความวิตกเรื่องผลตอบแทนพันธบัตรและปัญหาวัคซีนในยุโรป
แต่กระนั้น นักวิเคราะห์แวดวงน้ำมันหลายรายเริ่มกลับมาพูดถึง “ซูเปอร์ไซเคิล” ของราคาน้ำมันดิบโลกอีกครั้ง เพราะเชื่อว่ายุทธวิธีครั้งนี้ของโอเปกพลัส ได้ผล และคาดว่าวัคซีนและการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มแบบก้าวกระโดดในปีนี้
ถ้าการล็อกดาวน์เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยุติลงโดยเร็ว และการเดินทางท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับมา ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก
โกลด์แมน แซกส์ ประเมินเอาไว้เมื่อ 19 มีนาคมนี้ว่า ราคาน้ำมันดิบในหน้าร้อนนี้อาจทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะเกิดการผันผวนขึ้นอยู่บ้างก็ตาม
นักวิเคราะห์ของวาณิชธนกิจแห่งนี้เชื่อว่า พอถึงสิงหาคม โอเปกพลัสจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากราคาดังกล่าวด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เหตุผลสำคัญก็คือว่า ทั่วโลกยังมีความต้องการน้ำมันอยู่มากกว่าระดับการผลิตของโอเปกพลัสอยู่ไม่น้อย คือราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา รองรับการไต่ขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันจนถึง 80 ดอลลาร์ได้ในราวกลางปีนี้
ปัจจัยหนุนส่งก็คือ การฉีดวัคซีนที่ขยายวงได้เร็วมากเกินกว่าที่หลายคนคาดหมายไว้ในสหรัฐอเมริกา กับเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกันที่มากถึงเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ทีเดียว
ความเห็นดังกล่าว หน่วยงานอย่าง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) รวมทั้ง สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (อีไอเอ) ไม่เห็นด้วยนัก
ไออีเอ ซึ่งทำหน้าที่จับตาตลาดพลังงานให้กับชาติพัฒนาแล้วทั้งหลาย บอกเอาไว้ในรายงานประจำเดือนมีนาคมว่า ข้อมูลของไออีเอ มีอยู่บ่งชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม
ไออีเอเชื่อว่า ยังคงมีน้ำมันดิบสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอยู่ “มากเกินไป” จนทำให้ตลาดน้ำมันไม่สามารถเข้าสู่ภาวะ “ซูเปอร์ไซเคิล” อย่างที่คาดการณ์กันได้
ไออีเอยอมรับว่า ปริมาณน้ำมันสำรองที่จัดเก็บเอาไว้นั้น น่าจะลดระดับลงตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปีนี้เป็นต้นไป กระนั้นก็ยังคงอยู่ในระดับ “มากมาย” เมื่อเทียบกับระดับน้ำมันสำรองในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
ในขณะที่อีไอเอปรับเพิ่มระดับราคาน้ำมันคาดการณ์ประจำปี 2021 ขึ้นแค่ 14% โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 57.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น
ในปี 2022 ก็ยังคงอยู่ในระดับราคาใกล้เคียงกันคือ 54.75% ปรับขึ้นจากการคาดการณ์แต่เดิม 6%
“จอห์น นอร์มานด์” นักวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน เชส เตือนเอาไว้ว่า ยังคงมีอีกปัจจัยที่หลายคนคิดไปไม่ถึง แม้แต่โอเปกพลัสเองก็ไม่ได้คำนึงถึงเอาไว้
นั่นคือ กิจการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐอเมริกา ที่หลายคนบอกว่า “ตาย” ไปแล้วหลังจากโดนวิกฤตโควิดทุบมาต่อเนื่องยาวนาน
แต่นอร์มานด์เชื่อว่า ผู้ผลิตอเมริกันหลายรายยังรอดูให้แน่ใจอยู่ว่า ระดับราคา 60 ดอลลาร์ขึ้นไป จะคงอยู่แน่นอนหรือไม่ ถ้าแนวโน้มเป็นเช่นนั้น การผลิตน้ำมันดิบจากหินน้ำมันของสหรัฐอเมริกาก็จะกลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน
ถือเป็นแรงกดดันต่อ “ซูเปอร์ไซเคิล” ของวงการน้ำมันโลกโดยตรงทีเดียว