เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Economic เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,100 บาท
‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
Uncategorized ‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
Finance เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
Real Estate พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
Biz Movement MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
Business ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
5 เรื่องต้องรู้ หลังไทยจ่อคลอด THB Stablecoin เด้งรับเทรนด์บิ๊กการเงินโลก
Tech 5 เรื่องต้องรู้ หลังไทยจ่อคลอด THB Stablecoin เด้งรับเทรนด์บิ๊กการเงินโลก
“เดอะมอลล์” ปรับพื้นที่ค้าปลีกสู่ Active Lifestyle & Wellness รับเทรนด์สุขภาพ
Biz Movement “เดอะมอลล์” ปรับพื้นที่ค้าปลีกสู่ Active Lifestyle & Wellness รับเทรนด์สุขภาพ
เวนคืน ‘โคราช-หนองคาย’ 1.2 หมื่นล้าน สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมลาว-จีน
Real Estate เวนคืน ‘โคราช-หนองคาย’ 1.2 หมื่นล้าน สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมลาว-จีน
ดูทั้งหมด

“บิ๊กตู่”ผ่าตัดสินค้าเกษตร สกัดเก็งกำไรยาง-ลอยตัวน้ำตาล

18 ม.ค. 2561 | 09:35น.

โค้งสุดท้ายรัฐบาล “ตู่” ทุ่มสุดตัวพร้อมดูแลราคาสินค้าเกษตร ยางพารา-ข้าว-อ้อย เน้นเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร “พาณิชย์-เกษตรฯ” บูรณาการ “big data” ร่วมกัน งัด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเป็นกลไกหลัก จับยางแผ่น-ยางก้อนขึ้นบัญชีสินค้าควบคุม หวังติดตามปริมาณสต๊อก-ความเคลื่อนไหว เดินหน้ารื้อใหญ่อุตสาหกรรมอ้อย ใช้ ม.44 ปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ฟากโรงงานหวั่นสุดท้ายกลายเป็น “ฮั้ว” ราคาขาย

ช่วงสุดท้ายของการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.ได้มีความพยายามที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศให้มีเสถียรภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคายางพารา-ข้าว-อ้อย โดยรัฐบาลจะใช้กลไกผ่านหน่วยงานของรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งผลผลิตและราคาไปพร้อม ๆ กัน ส่งผลให้หลายหน่วยงานเริ่มที่จะ “โฟกัส” ไปที่การติดตามสินค้าเกษตรเป็นรายตัว และนำมาซึ่งการปรับโครงสร้างการผลิต-การกำหนดราคาด้วยการนำ “กฎหมาย” เข้ามาบังคับใช้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสินค้าเกษตรครั้งใหญ่

ขึ้นบัญชีสินค้าควบคุม

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะดูแลเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลที่มุ่งเน้นสร้างรายได้ให้กับภาคการเกษตร เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้าเกษตรให้ผลผลิตพร้อมกันและมักมีปัญหาเรื่องราคาตามมาทุกปี ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการดูแลแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกร

โดยแนวทางในการดูปัญหาภาคการเกษตร ทางกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมุ่งบูรณาการทำงานร่วมกัน ด้วยการนำข้อมูล “big data” มาใช้บริหารจัดการกลไกตลาด สร้างความสมดุลทั้งในส่วน demand-supply เช่น ในกรณีของยางพารามีซัพพลายมาก กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลเสถียรภาพราคา ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะดูแลควบคุมเรื่องซัพพลายยางให้ลดลงโดยการปรับลดพื้นที่ปลูก เพื่อให้เกิดความสมดุล

“รัฐบาลชุดนี้จะดูแลสินค้าเกษตรทุกรายการไม่ใช่เฉพาะยางพารา โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรก็คือ เราจะต้องมีข้อมูลที่แท้จริง ทั้งแต่ต้นทางทั้งเรื่องการเพาะปลูก-ผลผลิต-สต๊อก และสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เราจะดูไปถึงคู่แข่งขันในตลาดโลก ดังนั้นเรื่องของข้อมูลจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะสามารถวางแผนระยะยาวไม่ใช่แค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่ผ่านมาเราปล่อยให้กลไกการค้ามีอำนาจเหนือกว่า เพราะว่าเราปล่อยให้เกิดความไม่สมดุลของมันเอง ซึ่งเมื่อเป็นกลไกปกติมีซัพพลายเยอะ ราคาก็ต้องตกลง” นายสนธิรัตน์กล่าว

ยางพาราโดนก่อน

ล่าสุด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เสนอให้ปรับเพิ่มสินค้ายางพาราทุกรายการ ทั้งยางแผ่นรมควัน-ยางก้อนถ้วย เข้าไปไว้ในบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อจะกำหนดมาตรการในการดูแลเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากสินค้ารายการนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และที่ผ่านมาระดับราคายางพาราในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาล่าสุด ณ วันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ตก กก.ละ 48.05 บาท เทียบจากเดือนเดียวกันของปี 2560 ราคายางอยู่ที่ กก.ละ 86.19 บาท ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องนำยางพาราขึ้นบัญชีสินค้าควบคุมเพื่อให้รัฐมีกลไกในการช่วยดูแลให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการดูแลสินค้ายางพาราหลังจากขึ้น “บัญชีสินค้าควบคุม” เบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลตรวจสอบสต๊อกยาง ด้วยการประสานกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และนำข้อมูลที่ได้มาเป็น big data ไปใช้ในการบริหารจัดการกลไกตลาด แต่กระทรวงพาณิชย์จะ “ไม่กำหนดราคาแนะนำ” เช่นเดียวกับสินค้าควบคุมรายการอื่น ๆ เพราะยางพาราเป็นสินค้าส่งออกที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดโลก โดยรัฐบาลมีเป้าหมายจะให้ราคายางขยับขึ้นใน 3 เดือน

“แนวทางการดูแลสินค้าเกษตรทั้งหมดจะเป็นแบบนี้ไม่เฉพาะยางพารา แต่หากสินค้าเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงไป เราก็สามารถที่จะเพิ่มเติมหรือถอดออกจากบัญชีสินค้าควบคุมได้เช่นกัน ในขณะที่ข้าวโพด-มันสำปะหลัง-ข้าวเปลือกหอมมะลิในฤดูกาลนี้มีราคาปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องนำสินค้าเหล่านี้ขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุม โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิขยับขึ้นไปสูงมากถึงตันละ 16,000 บาท ข้าวโพดทะลุ กก.ละ 9 บาท เกษตรกรพอใจมาก”

ลอยตัวราคาน้ำตาลทราย

นอกจากยางพาราที่รัฐบาลตัดสินใจขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุมแล้ว “น้ำตาลทราย” ก็เป็นสินค้าเกษตรอีกรายการหนึ่งที่เกี่ยวพันกับราคาอ้อยในประเทศโดยล่าสุด หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อาศัยมาตรา 44 ตัดสินใจออกคำสั่งที่ 1/2561 เรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ

โดย “ยกเว้น” การใช้บังคับ (18 )ของมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย เฉพาะในส่วนของการกำหนดราคาน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภคในประเทศ ซึ่งถือเป็นการ “ปลดล็อก” การควบคุมราคาน้ำตาลทรายไปสู่การ “ลอยตัว” ด้วยการราคาอิงตลาดโลก ตามสูตร London No.5+ไทยพรีเมี่ยมแล้ว

“ตัวเลขราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานที่ประเมินอย่างไม่เป็นทางการจะอยู่ระดับ 17 บาท/กก. ขาวบริสุทธิ์อยู่ที่ 18 บาท/กก. ซึ่งก็จะทำให้ราคาขายปลีกลดลงตามไปด้วย 1-2 บาท/กก.เช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้ราคาน้ำตาลทรายในประเทศจะยังไม่ลดลงทันที เพราะต้องรอให้น้ำตาลทรายค้างงวดประจำสัปดาห์ตามระบบโครงสร้างราคาเก่าหมดลงไปเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม การลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศด้วยการอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 นั้น นับเป็นการปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลครั้งใหญ่สุดของประเทศ หลังจากที่อุตสาหกรรมนี้ถูก protect ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิตระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลมาอย่างยาวนาน” แหล่งข่าวกล่าว

ด้าน นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงาน ที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแล เดิมกำหนดไว้ที่ 14-14.50 บาท/กก. และบวกด้วยเงิน 5 บาท/กก. จากการขายในประเทศเพื่อเรียกเก็บเข้าไว้ในกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย รวมเป็น 19 บาท/กก. ขณะที่ราคาขายปลีก กระทรวงพาณิชย์จะดูแลโดยราคาจะอยู่ระดับ 23.50-24 บาท/กก. โดยระเบียบใหม่ก็จะทำให้ต้องยกเลิกเงิน 5 บาท/กก. ราคาหน้าโรงงานจะเปลี่ยนไปอิงสูตร London No.5+ไทยพรีเมี่ยม ส่วนราคาขายปลีกจะสะท้อนจากราคา ณ หน้าโรงงาน โดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องติดตามไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค

ทั้งนี้ การลอยตัวราคาน้ำตาลทรายจะ “ยกเลิก” โควตาน้ำตาลทรายทั้งหมด (โควตา ก.-ข.-ค.) แต่จะมีการดูแลผู้บริโภคโดยกำหนดให้โรงงานต้องมีการสำรองน้ำตาลทราย (buffer stock) ไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อป้องกันการขาดแคลน การนำเข้าน้ำตาลทรายภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียนที่อัตราภาษีเป็น 0% เพื่อป้องกันการผูกขาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหาร กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ที่จะถูกกำหนดให้นำเงินเก็บจากส่วนต่างของราคาหน้าโรงงานกับราคาเฉลี่ยที่ขายได้จริงจากการสำรวจ ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวจะนำเข้าสู่กองทุนเพื่อเก็บสะสมไว้ดูแลเสถียรภาพราคาอ้อยให้กับชาวไร่เพื่อความเข้มแข็ง

“เดิมโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทรายเก่ามี 3 ส่วน 1) ส่วนขายในประเทศเพื่อบริโภค (โควตา ก.) 2) ส่วนที่ส่งออกขายต่างประเทศโดยบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ซึ่งอิงราคาตลาดลอนดอน (London No.5) อยู่แล้ว (โควตา ข.) และ 3) ส่วนที่ส่งออกขายต่างประเทศโดยบริษัทเอกชนโดยตรงอิงราคาตลาดลอนดอน (London No.5) เช่นกัน (โควตา ค.) แต่โครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ที่ประกาศใช้ ยังคงส่วนที่ 1 และ 2 เอาไว้เช่นเดิม แต่เปลี่ยนการคำนวณราคาใหม่ในส่วนที่ขายในประเทศเท่านั้น นั่นคือในทางปฏิบัติ สอน.จะเป็นผู้ติดตามราคา London No.5 ทางเว็บไซต์ ซึ่ง ณ วันนี้ (16 ม.ค. 61) ราคาอยู่ที่ 14.3 เซนต์/ปอนด์ จากนั้นจะมีดูค่าเฉลี่ยราคาขายของโรงงานกับชาวไร่อ้อย “ส่วนต่าง” จึงจะเก็บเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย แต่ไม่ใช่ที่ 5 บาทเหมือนเดิม ซึ่งกองทุนตอนนี้มีเงินอยู่ 8,000 ล้านบาท”นายสมชายกล่าว

ลอยตัวราคาวุ่น

แหล่งข่าวจากโรงงานน้ำตาลทรายให้ความเห็นถึงการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้ว่า มีการเรียกประชุมโรงงานน้ำตาลทั้ง 54 แห่งทั่วประเทศโดยด่วน โดยขอให้ทุกโรงงานขายน้ำตาลทรายขาวหน้าโรงงานอยู่ที่ 17 บาท/กก. จากเดิมที่ราคา 19 บาท/กก. และราคาน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์อยู่ที่ 18 บาท/กก. จากเดิมอยู่ที่ 20 บาท/กก.

“การขอกันแบบนี้ถือว่าระบบไม่ได้เปิดเสรีการลอยตัวราคาน้ำตาลอย่างแท้จริง แต่เป็นการฮั้วราคาขายเพื่อให้มีเงินส่วนต่างหักเข้ากองทุนช่วยเหลือราคาอ้อยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยมากกว่า”

ทั้งนี้ สูตรการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายบอกว่า จะให้ราคาขายน้ำตาลทรายภายในประเทศอ้างอิงราคาน้ำตาลในตลาดโลก คือ ราคาตลาด London No.5 บวกไทยพรีเมี่ยม เป็นราคาฐาน หากราคาสำรวจหน้าโรงงานน้ำตาลใดขาย “สูงกว่า” ราคาฐานให้นำมาหักลบกัน

โดย “ส่วนต่าง” ให้นำส่งเข้ากองทุนรักษาเสถียรภาพราคาอ้อยและน้ำตาล แต่วิธีการที่ทำกันวันนี้ เท่ากับเป็นการ นอกจากนี้ การใช้มาตรา 44 ยังเป็นการบังคับเฉพาะโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับ

“ในส่วนนี้ยังคลุมเครือกันอยู่ เป็นการปรับโครงสร้างแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ” ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาลยังต้องประชุมกันต่อในเรื่องการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นและขั้นปลาย ซึ่งในฤดูการผลิตปี 2560/2561 การคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นใช้หลักเกณฑ์เก่า และพอลอยตัวราคาน้ำตาลแล้ว ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายจะคิดอย่างไร “ตรงนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้”

ด้าน นายชลัช ชินธรรมมิตร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานด้านตลาดภายในประเทศ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายว่า ราคาน้ำตาล ณ หน้าโรงงาน ที่กำหนด 17 และ 18 บาท/กก.นั้น

ในข้อเท็จจริงทุกโรงงานมีต้นทุนที่ทั้งค่าโกดังในการเก็บรักษาน้ำตาล ต้นทุนค่าบริหารจัดการ ฯลฯ โรงงานไม่สามารถขายราคาเท่ากับราคาต่างประเทศที่เฉลี่ยออกมาได้

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในปี 2559 รวม 30,538 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ100,000 ล้านบาท โดยยางพาราเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ในกลุ่มนี้มีสัดส่วน 2.5% มูลค่า 4,445 ล้านเหรียญ หรือ 1.46 แสนล้านบาท ส่วนน้ำตาลทรายมีสัดส่วน 1.2% มูลค่า 2,427 ล้านเหรียญหรือ 80,000 ล้านบาท รวมเฉพาะมูลค่าส่งออกยางและน้ำตาลคิดเป็น 2.26 แสนล้านบาท

มุมมองเอกชนรื้อระบบ “ยาง-น้ำตาล”

ภาคการเกษตรถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 16 ม.ค. 2561 มีมติเห็นชอบให้ ยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง และยางเครป เป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ไล่หลัง คำสั่ง คสช.ที่ 1/2561 เรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ที่ออกมาเมื่อ 15 ม.ค. 2561 ก่อนหน้าหนึ่งวันผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ กับชาวสวนยาง พ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออกยาง การประกาศลอยตัวราคาน้ำตาล จะกระทบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน

นายบุญส่ง นับทอง ที่ปรึกษาสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ถ้าทำให้ราคายางในประเทศดีขึ้น และช่วยแก้ปัญหาที่ชาวสวนยางถูกพ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออกเอาเปรียบก็จะดีมาก แต่ยังมองไม่ออกว่าเครื่องมือกลไกกฎหมายนี้ทำงานอย่างไร จึงต้องรอให้ชัดว่ากระทรวงพาณิชย์จะตรวจสอบประเด็นไหน ถ้าตรวจสต๊อกกรณีซื้อยางพาราจากเกษตรกรในราคาต่ำมาเก็งกำไร แล้วค่อยขายในราคาที่สูงผิด เคสนี้จะเป็นประโยชน์กับชาวสวนยางเพราะราคายางวันนี้ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 43-45 บาท สวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่จะผลักดันให้ถึง 65 บาท/กก. ทั้งที่พ่อค้ารับซื้อแค่ 40 กว่าบาท/กก. ที่สำคัญกลางเดือน ก.พ.นี้ จะเข้าฤดูหยุดกรีดยางแล้ว ถึงตอนนั้นผลผลิตยางในมือเกษตรกรจะไม่มีเหลืออีก ถ้าราคายางปรับขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค.ก็แทบไม่มีผลต่อชาวสวนยาง

สอดรับกับรายงานที่ระบุว่า ราคายางในช่วง 3 เดือนมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากที่รัฐกำหนดมาตรการจำกัดการส่งออกยาง 3 เดือน ซึ่งส่งผลให้ยอดส่งออกยางจะหายไปเดือนละ 80,000 ตัน แต่จะกลับไปส่งออกในเดือน 4-6 ซึ่งเป็นช่วงที่ยางผลัดใบ และมีทิศทางปรับสูงขึ้นแน่ ดังนั้นถ้าราคายางปรับขึ้นในช่วงนั้นจริงก็น่าจะมาจากปริมาณยางในตลาดลดน้อยลงจากฤดูปิดกรีดยาง กับการจำกัดปริมาณการส่งออก

นายเชาว์ ทรงอาวุธ อดีตรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยังไม่มั่นใจว่าการกำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุมจะช่วยดันราคายางสูงขึ้นได้หรือไม่ เพราะต่างจากสินค้าควบคุมอื่น ๆ ซึ่งสินค้ายางจะส่งออกเป็นหลัก จึงต้องจับตาดูว่าในทางปฏิบัติจะมีผลอย่างไรทำได้มากน้อยแค่ไหน การซื้อขายยางเป็นการซื้อขายล่วงหน้า 3-6 เดือน อย่างช่วงนี้ซื้อขายถึงเดือน พ.ค.-มิ.ย.แล้ว อีกทั้งมีการซื้อขายเก็งกำไรเหมือนตลาดหุ้น รัฐจึงอาจควบคุมให้ราคาขึ้นหรือลงได้ลำบาก

ท.พ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต กรรมการผู้จัดการ บจ.วงศ์บัณฑิต กล่าวว่าผู้ส่งออกยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐที่กำหนดให้ยางเป็นสินค้าควบคุม แต่มองว่าการใช้มาตรการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะทำให้ราคายางขยับขึ้น ถ้ารัฐต้องการจะตรวจสอบสต๊อกก็สามารถทำได้อยู่แล้ว ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมยางฯ ที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดให้ผู้ส่งออกรายงานสต๊อกทุกเดือน แต่ถ้าจะกำหนดราคาแนะนำรับซื้อ เหมือนปาล์มน้ำมันก็ต้องกำหนดราคาแนะนำการขายด้วย

ด้านความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มได้นัดหารือด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์รวมทั้งผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดลอยตัว โดยนายประจวบ ตยาคีพิสุทธิ์ รองประธานกรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เบื้องต้นได้รับทราบถึงคำสั่งของ คสช.เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งมีผลทำให้ราคาน้ำตาลลอยตัวแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวได้ว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อไปอย่างไร เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจนอีกครั้ง โดยในวันนี้ (17 ม.ค.) ทางสมาคมได้นัดประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกัน