Skip to content

จับชีพจรกองทุนหุ้นจีน รีเทิร์นร่วง มรสุมระยะสั้น ?

02 ก.ย. 2565 | 07:46น.
จับชีพจรกองทุนหุ้นจีน รีเทิร์นร่วง มรสุมระยะสั้น ?

หลังจีนที่ดำเนินนโยบาย “Zero COVID-19” มาตลอด เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์-ปิดเมือง ส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบรับดีขึ้น หนุนให้ผลตอบแทนกองทุนหุ้นจีนช่วงเดือน มิ.ย. 2565 ดีดตัวเป็นบวกสูงสุดที่ 8% อย่างไรก็ดี พอเข้าสู่เดือน ก.ค. ผลตอบแทนหุ้นจีนกลับร่วงลงมา -5.1% ซึ่งนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองหุ้นจีน ก็คงมีคำถามว่า ควรจะลงทุนต่อไปหรือไม่ หรือหากจะลงทุนจะลงทุนอย่างไร

จีนส่อโตต่ำกว่าเป้า-อสังหาฯแย่

โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นจีน พบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในแดนลบเกือบตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนลงไปต่ำสุดในเดือน มี.ค. 2565 ตอนที่เริ่มดำเนินการตรวจหาผู้ติดเชื้อและปิดเมือง และสูงสุดในเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 8% ซึ่งเป็นเดือนที่ได้มีการยกเลิกมาตรการปิดเมือง

อย่างไรก็ตาม จากนั้นในเดือน ก.ค. กองทุนหุ้นจีนกลับมามีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบมากที่สุดที่ -5.1% และผลตอบแทนสะสมในเดือน ส.ค. อยู่ที่ -5.1% (ข้อมูล ณ 19 ส.ค. 2565) ในขณะที่กองทุนกลุ่มอื่นมีการฟื้นตัวได้ในช่วง 1 เดือนกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐและหุ้นเทคโนโลยี

สำหรับกองทุนที่มีผลตอบแทนติดลบหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ได้แก่ กองทุน SCBCTECHA ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ที่ผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ -27.86% รองลงมาคือ กองทุน TCHTECHRMF-A จาก บลจ.ทิสโก้ ผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ -27.81% และกองทุน GC จาก บลจ.ยูโอบี ผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ -27.17%

“ผลตอบแทนการลงทุนหุ้นจีนขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งเศรษฐกิจจีนมีโอกาสเติบโตได้ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาล และมีแนวโน้มเติบโตช้าลง จากเศรษฐกิจที่จะขาดแรงหนุนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประสบปัญหา ในขณะที่ภาคการบริโภคนั้น แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา โดยจีนอาจต้องใช้เวลาจัดการปัญหาเดิมก่อนที่จะกลับมาฟื้นตัวในรอบใหม่” นางสาวชญานีกล่าว

ชญานี จึงมานนท์
ชญานี จึงมานนท์

“ชญานี” กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กองทุนหุ้นจีนยังคงมีเม็ดเงินทยอยลงทุนต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค. 2565 มีเงินไหลเข้าสุทธิ 2,600 ล้านบาท รวม 7 เดือนไหลเข้าสุทธิ 1.4 หมื่นล้านบาท นับเป็นกลุ่มกองทุนตราสารทุนที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบ 7 เดือนแรกของปีนี้

ลุ้นรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ขณะนี้จีนยังไม่ได้มีปัญหาอะไรใหม่ นอกจากเรื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตลาดมีการปรับฐานลงมาเท่ากับช่วงก่อนที่จะรีบาวนด์ในเดือน มิ.ย. 2565 แต่การที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อ ก็คงจะไม่ได้ทำให้ต้องกลับไปปิดประเทศอีกครั้งเหมือนช่วงต้นปี ดังนั้นผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ อาจจะไม่ได้รุนแรงเหมือนในรอบที่แล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินนโยบายของจีนมีทิศทางที่ตรงข้ามกับหลายประเทศส่วนใหญ่ จึงเชื่อว่าจีนจะต้องทำให้ภาพเศรษฐกิจกลับมาดูดี จากการกระตุ้นในเรื่องที่สำคัญ นอกจากนี้ ช่วงปลายปีจะมีการประชุมใหญ่ในการแต่งตั้งนายสี จิ้นผิง ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน เป็นสมัยที่ 3 ก็น่าจะเป็นข่าวดี และระยะยาวก็ยังมองจีนเป็นตลาดการลงทุนที่น่าสนใจ

“คิดว่าจีนเอง แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันทำให้เกิดความผันผวน แต่จีนมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายผสมกันไป ดังนั้นในช่วงที่ตลาดปรับฐานลงตอนนี้ ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะทยอยเข้าซื้อสะสมได้ เพราะคิดว่าจีนไม่น่าจะทำจุดต่ำสุดใหม่” นายสาห์รัชกล่าว

ผันผวนระยะสั้น-แนะทยอยลงทุน

ด้าน “อดิศร เสริมชัยวงศ์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นจีนในช่วงระยะนี้ที่จะมีปัจจัยความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่ปัจจัยความเสี่ยงเกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัจจัยที่เกิดจากการบริหารจัดการ หรือการดำเนินนโยบายภายในประเทศที่ผิดพลาด แต่เป็นปัญหา เช่น ปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกตอนนี้ และด้วยเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีออกมาทำให้สร้างความกังวลให้ตลาดเกิดการแกว่งตัวได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้ามองในระยะยาวด้วยปัจจัยพื้นฐานของจีนก็ยังดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านการผลิต การอุปโภคบริโภคในประเทศที่ถึงแม้ว่าจะมีสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็ยังมีการเติบโตได้ค่อนข้างดี ขณะที่ประเด็นอสังหาริมทรัพย์ในจีนมองว่าไม่ได้น่ากังวลมากนัก เพราะสัดส่วนของคนซื้อบ้านที่ผิดนัดชำระหนี้เพราะโครงการสร้างไม่เสร็จมีไม่ถึง 1% และทางรัฐบาลจีนเอง ก็เตรียมที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้ให้มันผ่านไปได้

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระยะยาวจะมองว่าจีนน่าสนใจ แต่การลงทุนควรต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะเวลาที่ตลาดเกิดความผันผวนจะค่อนข้างที่จะปรับตัวขึ้นลงรุนแรงเป็น 10% ฉะนั้นก็ไม่ได้แนะนำให้เข้าไปลงทุนอย่างเต็มร้อย แนะนำให้ค่อย ๆ ทยอยเก็บสะสม หรือถ้านักลงทุนที่มีหุ้นจีนอยู่แล้วในพอร์ต ก็อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องขายออกมา ให้รอจังหวะช่วงปรับฐานลงค่อยลงทุนเพิ่มแบบไม่ต้องรีบร้อน” นายอดิศรกล่าว

ปีหน้า “จีน” โตดีกว่า “สหรัฐ”

ด้าน “ศุภกร ตุลยธัญ” CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า การลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2565 ต้องจับตาการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลังสถาบันการเงินนานาชาติ (IMF) ปรับลดคาดการณ์อัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในหลายประเทศ รวมถึงแรงกดดันของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด สูงสุดที่ระดับ 4.25% ในปีหน้า

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในการประชุมอีก 3 ครั้งที่เหลือของปีนี้ ดังนั้น ทิศทางปี 2566 มองว่าเศรษฐกิจจีนและภูมิภาคเอเชียจะฟื้นตัวโดดเด่นกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประเมินว่าจีนจะมีอัตราเติบโตของจีดีพีเฉลี่ย 4.87% ต่อปี ส่วนสหรัฐจะมีอัตราเติบโต 1.5% ต่อปี ทำให้ในปี 2572 หรืออีก 7 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าสหรัฐ จนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

“ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้ดีในระยะยาว มาจากการลงทุนด้านอุปทานการผลิตในระบบเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอัตราการลงทุนที่ค่อนข้างสูงถึง 40% ต่อจีดีพี ซึ่งล่าสุดจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านหยวน ขณะที่กำลังซื้อของคนจีนยังขยายตัวได้ดีจากตัวเลขจีดีพีต่อหัวที่มีอัตราเร่งขึ้น อีกทั้งการผ่อนคลายนโยบาย Zero Covid ส่งผลให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ทำให้ตลาดหุ้นจีนน่าสนใจยิ่งขึ้น และได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว”

“ศุภกร” กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เป็นโอกาสเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นจีนและเอเชีย เน้นบริษัทที่มีคุณภาพ กำไรแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และปรับลดน้ำหนักหุ้นยุโรปและสหรัฐ เพราะยังเผชิญกับความผันผวนจากการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการ

จากภาพข้างต้น ผู้บริหารกองทุนยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มของเศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะการลงทุนในระยะยาว ที่มองว่าจีนยังเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนอยู่ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความผันผวนระยะสั้นในช่วงนี้ก็ตาม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองหุ้นจีน จีน