เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
Biz Movement PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
Politics นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
“ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
Economic “ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
Economic โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลง 0.18% อยู่ที่ 63,778 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลง 0.18% อยู่ที่ 63,778 เหรียญสหรัฐ
SMES ร้อง ‘กขค.’ คดีแพลตฟอร์ม โดน ‘GP-สารพัดค่าฟี’ แถมบังคับทำโปร
Business SMES ร้อง ‘กขค.’ คดีแพลตฟอร์ม โดน ‘GP-สารพัดค่าฟี’ แถมบังคับทำโปร
ดวงรายสัปดาห์ 12-18 กรกฎาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 12-18 กรกฎาคม 2569
ดูทั้งหมด

‘น้ำตาลบุรีรัมย์’ สมดุลความหวาน ที่สร้างการเติบโตธุรกิจควบคู่สังคมอย่างยั่งยืน

21 ก.ย. 2565 | 13:30น.

    หากกล่าวถึงแวดวงธุรกิจแห่งความหวานจากไร่อ้อย หนึ่งในเจ้าตลาดอันดับต้นๆ ของประเทศ คงหนีไม่พ้น บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ “BRR” ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำตาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานถึงเกือบ 60 ปี พลิกฟื้นดินแดนที่ราบสูงจังหวัดบุรีรัมย์ ให้กลายเป็นแหล่งปลูกอ้อยคุณภาพมูลค่ากว่าพันล้าน 

    ปี 2565 น้ำตาลบุรีรัมย์ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 7,034 ล้านบาท แต่ในระยะเวลาเพียง 2 ไตรมาส ก็ทำให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจ โดยสามารถทำได้ตามเป้าแล้วถึง 5,081 ล้านบาท 

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น หากนับเพียงไตรมาส 2 ของปีนี้ น้ำตาลบุรีรัมย์มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 716.05 ล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันถึง 484.85 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 209.71 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับผลผลิตอ้อยที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งของน้ำตาลบุรีรัมย์ไม่ได้อยู่ที่การสร้างรายได้ให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ เพราะเชื่อว่าชาวไร่อ้อยทุกคนเปรียบกับคนสำคัญของน้ำตาลบุรีรัมย์ เมื่อพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ย่อมส่งผลต่อความยั่งยืนทางธุรกิจ สร้างความสมดุลควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ

ความหวานที่มากกว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นของน้ำตาลบุรีรัมย์

นับตั้งแต่ปี 2506 บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ได้จดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการริเริ่มปลูกอ้อย และส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเครืออยู่ประมาณ 15,000 ครัวเรือน บนพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่า 2 แสนไร่ในจังหวัดบุรีรัมย์และใกล้เคียง รวมแล้วมีกำลังการผลิตถึง 23,000 ตันอ้อยต่อวัน

หากให้เอ่ยถึงความหวานอันพิเศษของน้ำตาลบุรีรัมย์ คงเริ่มจากผลลัพธ์ที่มาจากความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจำนวนผลผลิตที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถทำได้แตกต่างจากที่อื่น ในขณะที่พื้นที่อื่นปลูกอ้อย 1 ไร่
จะได้ผลผลิตอ้อยเฉลี่ยประมาณ 10 ตัน แต่ชาวไร่อ้อยน้ำตาลบุรีรัมย์สามารถทำได้ถึง 12-13 ตัน ซึ่งมีความแตกต่างโดยเฉลี่ย 2-3 ตันต่อไร่ อีกทั้งมีค่าความหวานเฉลี่ยที่มากกว่าในระดับประเทศถึง 13.75-13.90 C.C.S เมื่อปริมาณผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นและมีค่าความหวานที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลให้พวกเขามีรายได้ที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน 

การที่ไร่อ้อย 1 ตัน สามารถผลิตปริมาณน้ำตาลได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ เกิดจากการบริหารจัดการ  และการสร้างองค์ความรู้ให้ชาวไร่มานับสิบปีนั่นเอง 

สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้การปลูกอ้อยของชาวไร่ คือสภาพความเป็นอยู่ของเขา และชุมชนในทุกมิติชีวิต เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องของความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่น้ำตาลบุรีรัมย์ให้ความสำคัญ

เราลงงบประมาณในส่วนนี้หลายสิบล้านบาทต่อปี แม้ดอกผลที่ได้ออกมาจะไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่เราเชื่อว่าในทรัพย์สินที่มองไม่เห็นว่ามันสำคัญกว่า เพื่อตอบโจทย์ปณิธานของเราที่ว่า ‘น้ำตาลสร้างในไร่’ ซึ่งโมเดลนี้เองทำให้โรงงานน้ำตาลจากทั่วประเทศมาดูงานกับเรา” นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัการ น้ำตาลบุรีรัมย์ กล่าว

ครบวงจรธุรกิจจากน้ำตาล

หลังจากน้ำตาลบุรีรัมย์สามารถสร้างความสำเร็จในภาคธุรกิจการผลิตน้ำตาล ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไร่แล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางครั้งสำคัญ เพื่อต่อยอดผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์หลักการ zero waste เช่น กากอ้อย กากหม้อกรอง และกากน้ำตาล นำมาต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจร สร้างความเข้มแข็งด้านอื่นๆ 

จากความต้องการในการมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้ และการสร้างความยั่งยืนด้านวัตถุดิบทำให้เกิดเป็น ธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ นำกากหม้อกรองมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์  ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พืชที่เพาะปลูกมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามต้องการ 

ภายในหนึ่งปี น้ำตาลบุรีรัมย์สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้มากถึงเกือบแสนตัน และกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นชาวไร่ของน้ำตาลบุรีรัมย์ ที่จะได้ใช้ปุ๋ยคุณภาพดีในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งจะช่วยให้ดินของชาวไร่มีคุณภาพสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เป็นผลสืบเนื่องให้น้ำตาลบุรีรัมย์ได้รับผลผลิตต่อไร่ที่สูง และได้รับอ้อยที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย

ต่อมาเป็น ธุรกิจไฟฟ้า ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมทั้ง 3 โรงไฟฟ้า ขนาดกำลังการผลิต 29.7 เมกะวัตต์  โดยใช้ระบบสายพานลำเลียงกากอ้อยจากโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ผ่านการเผาให้เกิดไอน้ำก่อนนำเอาไปปั่นไฟ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะมีการจำหน่ายสู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่ 16 เมกะวัตต์ ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติม และไฟฟ้าส่วนที่เหลือจะนำมาใช้ภายในโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนค่าพลังงานได้อีกด้วย

ถัดมา ธุรกิจจัดการและบริหารด้านโลจิสติกส์ ที่ดูแลทั้งบริษัทในเครือน้ำตาลบุรีรัมย์ และให้บริการแก่ลูกค้าภายนอก ด้วยเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ที่ครบวงจร 

การตอบสนองเทรนด์การใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้น้ำตาลบุรีรัมย์ปลุกปั้นธุรกิจต่อมา คือ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย โดยนำชานอ้อยที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลมา
ต่อยอดผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ สำหรับบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถย่อยสลายด้วยการฝั่งกลบดินได้ 100% ภายใน 45-60 วัน ซึ่งต่างประเทศต่างให้การยอมรับ และมีความต้องการในตลาดที่สูงมาก

และสุดท้ายธุรกิจน้องใหม่ ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง เพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการลดการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินลง และหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดประเทศญี่ปุ่น และนานาประเทศต่างให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น น้ำตาลบุรีรัมย์ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของตลาดดังกล่าว จึงหมายมั่นให้ธุรกิจนี้เป็น New S-Curve ของน้ำตาลบุรีรัมย์ต่อไป รวมทั้งธุรกิจนี้ยังต่อยอดไปถึงเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย

ความหวานที่เติบโตขึ้นทุกปี

ด้านอัตราการเติบโต นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเติบโตมาเรื่อยๆ ปีนี้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 2.37 ล้านตัน ปีหน้าในกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์จะมีปริมาณอ้อยอยู่ที่ 2.6-2.7 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปีนี้ถึง 10-14% 

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญคือ 1. ปริมาณน้ำตาลเราเพิ่มขึ้น 2. ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
10-20% 3. อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น จากปีที่แล้วที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33 บาทกว่า ซึ่งปีหน้าเราคาดการณ์ว่าเงินบาทน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 35-36 บาท ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยบวก ที่บ่งชี้ผลประกอบการในปีหน้า

“อีกอย่างคือการที่เราได้อ้อยเข้าหีบเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะเพิ่มตามมาคือปริมาณของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลของเรา อาทิ ชานอ้อยที่ป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มีต้นทุนที่ลดลงเพราะมีวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ปริมาณปุ๋ยก็เพิ่มขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็เพิ่มเช่นกัน”

น้ำตาลบุรีรัมย์ หวานอย่างสมดุล หวานอย่างยั่งยืน

    ทรัพย์สินที่มองไม่เห็น ที่น้ำตาลบุรีรัมย์ให้ความสำคัญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชาวไร่ และสังคม ให้ได้ยั่งยืนที่สุด เพราะความเก่งและความสามารถในการทำกำไรให้ธุรกิจเพียงด้านเดียว ไม่สามารถทำให้องค์กรดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน น้ำตาลบุรีรัมย์จึงส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่อ้อยให้มีความรู้ในการบริหารจัดการอ้อยทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 

เริ่มตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว รวมถึงความรู้ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้บริหารจัดการอ้อย จนกลายเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ รวมถึงนำคณะชาวไร่อ้อยไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้มาต่อยอดและประยุกต์ใช้ ซึ่งการพัฒนาด้านนี้ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร ทำให้ชาวไร่กว่า 90% ของน้ำตาลบุรีรัมย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง และมีความสุขในการทำงาน  

สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความภูมิใจในอาชีพ เป็นความภูมิใจที่เกิดขึ้นในฐานะชาวไร่อ้อยของน้ำตาลบุรีรัมย์ เพราะเราอยากให้เขามีอาชีพที่มั่นคง อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และสามารถสืบทอดกิจการสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้” อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ทิ้งท้าย