‘น้ำตาลบุรีรัมย์’ สมดุลความหวาน ที่สร้างการเติบโตธุรกิจควบคู่สังคมอย่างยั่งยืน
หากกล่าวถึงแวดวงธุรกิจแห่งความหวานจากไร่อ้อย หนึ่งในเจ้าตลาดอันดับต้นๆ ของประเทศ คงหนีไม่พ้น บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ “BRR” ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำตาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานถึงเกือบ 60 ปี พลิกฟื้นดินแดนที่ราบสูงจังหวัดบุรีรัมย์ ให้กลายเป็นแหล่งปลูกอ้อยคุณภาพมูลค่ากว่าพันล้าน
ปี 2565 น้ำตาลบุรีรัมย์ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 7,034 ล้านบาท แต่ในระยะเวลาเพียง 2 ไตรมาส ก็ทำให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจ โดยสามารถทำได้ตามเป้าแล้วถึง 5,081 ล้านบาท
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น หากนับเพียงไตรมาส 2 ของปีนี้ น้ำตาลบุรีรัมย์มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 716.05 ล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันถึง 484.85 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 209.71 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับผลผลิตอ้อยที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งของน้ำตาลบุรีรัมย์ไม่ได้อยู่ที่การสร้างรายได้ให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ เพราะเชื่อว่าชาวไร่อ้อยทุกคนเปรียบกับคนสำคัญของน้ำตาลบุรีรัมย์ เมื่อพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ย่อมส่งผลต่อความยั่งยืนทางธุรกิจ สร้างความสมดุลควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ
ความหวานที่มากกว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นของน้ำตาลบุรีรัมย์
นับตั้งแต่ปี 2506 บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ได้จดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการริเริ่มปลูกอ้อย และส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเครืออยู่ประมาณ 15,000 ครัวเรือน บนพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่า 2 แสนไร่ในจังหวัดบุรีรัมย์และใกล้เคียง รวมแล้วมีกำลังการผลิตถึง 23,000 ตันอ้อยต่อวัน
หากให้เอ่ยถึงความหวานอันพิเศษของน้ำตาลบุรีรัมย์ คงเริ่มจากผลลัพธ์ที่มาจากความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจำนวนผลผลิตที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถทำได้แตกต่างจากที่อื่น ในขณะที่พื้นที่อื่นปลูกอ้อย 1 ไร่
จะได้ผลผลิตอ้อยเฉลี่ยประมาณ 10 ตัน แต่ชาวไร่อ้อยน้ำตาลบุรีรัมย์สามารถทำได้ถึง 12-13 ตัน ซึ่งมีความแตกต่างโดยเฉลี่ย 2-3 ตันต่อไร่ อีกทั้งมีค่าความหวานเฉลี่ยที่มากกว่าในระดับประเทศถึง 13.75-13.90 C.C.S เมื่อปริมาณผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นและมีค่าความหวานที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลให้พวกเขามีรายได้ที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน
การที่ไร่อ้อย 1 ตัน สามารถผลิตปริมาณน้ำตาลได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ เกิดจากการบริหารจัดการ และการสร้างองค์ความรู้ให้ชาวไร่มานับสิบปีนั่นเอง

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้การปลูกอ้อยของชาวไร่ คือสภาพความเป็นอยู่ของเขา และชุมชนในทุกมิติชีวิต เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องของความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่น้ำตาลบุรีรัมย์ให้ความสำคัญ
“เราลงงบประมาณในส่วนนี้หลายสิบล้านบาทต่อปี แม้ดอกผลที่ได้ออกมาจะไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่เราเชื่อว่าในทรัพย์สินที่มองไม่เห็นว่ามันสำคัญกว่า เพื่อตอบโจทย์ปณิธานของเราที่ว่า ‘น้ำตาลสร้างในไร่’ ซึ่งโมเดลนี้เองทำให้โรงงานน้ำตาลจากทั่วประเทศมาดูงานกับเรา” นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัการ น้ำตาลบุรีรัมย์ กล่าว

ครบวงจรธุรกิจจากน้ำตาล
หลังจากน้ำตาลบุรีรัมย์สามารถสร้างความสำเร็จในภาคธุรกิจการผลิตน้ำตาล ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไร่แล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางครั้งสำคัญ เพื่อต่อยอดผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์หลักการ zero waste เช่น กากอ้อย กากหม้อกรอง และกากน้ำตาล นำมาต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจร สร้างความเข้มแข็งด้านอื่นๆ
จากความต้องการในการมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้ และการสร้างความยั่งยืนด้านวัตถุดิบทำให้เกิดเป็น ธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ นำกากหม้อกรองมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พืชที่เพาะปลูกมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามต้องการ
ภายในหนึ่งปี น้ำตาลบุรีรัมย์สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้มากถึงเกือบแสนตัน และกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นชาวไร่ของน้ำตาลบุรีรัมย์ ที่จะได้ใช้ปุ๋ยคุณภาพดีในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งจะช่วยให้ดินของชาวไร่มีคุณภาพสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เป็นผลสืบเนื่องให้น้ำตาลบุรีรัมย์ได้รับผลผลิตต่อไร่ที่สูง และได้รับอ้อยที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย
ต่อมาเป็น ธุรกิจไฟฟ้า ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมทั้ง 3 โรงไฟฟ้า ขนาดกำลังการผลิต 29.7 เมกะวัตต์ โดยใช้ระบบสายพานลำเลียงกากอ้อยจากโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ผ่านการเผาให้เกิดไอน้ำก่อนนำเอาไปปั่นไฟ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะมีการจำหน่ายสู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่ 16 เมกะวัตต์ ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติม และไฟฟ้าส่วนที่เหลือจะนำมาใช้ภายในโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนค่าพลังงานได้อีกด้วย
ถัดมา ธุรกิจจัดการและบริหารด้านโลจิสติกส์ ที่ดูแลทั้งบริษัทในเครือน้ำตาลบุรีรัมย์ และให้บริการแก่ลูกค้าภายนอก ด้วยเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ที่ครบวงจร
การตอบสนองเทรนด์การใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้น้ำตาลบุรีรัมย์ปลุกปั้นธุรกิจต่อมา คือ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย โดยนำชานอ้อยที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลมา
ต่อยอดผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ สำหรับบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถย่อยสลายด้วยการฝั่งกลบดินได้ 100% ภายใน 45-60 วัน ซึ่งต่างประเทศต่างให้การยอมรับ และมีความต้องการในตลาดที่สูงมาก
และสุดท้ายธุรกิจน้องใหม่ ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง เพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการลดการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินลง และหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดประเทศญี่ปุ่น และนานาประเทศต่างให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น น้ำตาลบุรีรัมย์ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของตลาดดังกล่าว จึงหมายมั่นให้ธุรกิจนี้เป็น New S-Curve ของน้ำตาลบุรีรัมย์ต่อไป รวมทั้งธุรกิจนี้ยังต่อยอดไปถึงเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย

ความหวานที่เติบโตขึ้นทุกปี
ด้านอัตราการเติบโต นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเติบโตมาเรื่อยๆ ปีนี้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 2.37 ล้านตัน ปีหน้าในกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์จะมีปริมาณอ้อยอยู่ที่ 2.6-2.7 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปีนี้ถึง 10-14%
“ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญคือ 1. ปริมาณน้ำตาลเราเพิ่มขึ้น 2. ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
10-20% 3. อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น จากปีที่แล้วที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33 บาทกว่า ซึ่งปีหน้าเราคาดการณ์ว่าเงินบาทน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 35-36 บาท ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยบวก ที่บ่งชี้ผลประกอบการในปีหน้า
“อีกอย่างคือการที่เราได้อ้อยเข้าหีบเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะเพิ่มตามมาคือปริมาณของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลของเรา อาทิ ชานอ้อยที่ป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มีต้นทุนที่ลดลงเพราะมีวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ปริมาณปุ๋ยก็เพิ่มขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็เพิ่มเช่นกัน”
น้ำตาลบุรีรัมย์ หวานอย่างสมดุล หวานอย่างยั่งยืน
ทรัพย์สินที่มองไม่เห็น ที่น้ำตาลบุรีรัมย์ให้ความสำคัญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชาวไร่ และสังคม ให้ได้ยั่งยืนที่สุด เพราะความเก่งและความสามารถในการทำกำไรให้ธุรกิจเพียงด้านเดียว ไม่สามารถทำให้องค์กรดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน น้ำตาลบุรีรัมย์จึงส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่อ้อยให้มีความรู้ในการบริหารจัดการอ้อยทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
เริ่มตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว รวมถึงความรู้ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้บริหารจัดการอ้อย จนกลายเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ รวมถึงนำคณะชาวไร่อ้อยไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้มาต่อยอดและประยุกต์ใช้ ซึ่งการพัฒนาด้านนี้ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร ทำให้ชาวไร่กว่า 90% ของน้ำตาลบุรีรัมย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง และมีความสุขในการทำงาน
“สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความภูมิใจในอาชีพ เป็นความภูมิใจที่เกิดขึ้นในฐานะชาวไร่อ้อยของน้ำตาลบุรีรัมย์ เพราะเราอยากให้เขามีอาชีพที่มั่นคง อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และสามารถสืบทอดกิจการสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้” อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ทิ้งท้าย
