คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม ธนาคาร Standard Chartered
ตลาดหุ้นยังคงขึ้นต่อเนื่องจากภาวะที่ดีต่อการลงทุน คือแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่สนับสนุนโดยตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นทะลุแนวต้าน และทำระดับสูงสุดสะท้อนแนวโน้มตลาดที่สดใส
ขณะที่เรายังแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยุโรป ขณะที่ตราสารหนี้นั้นพบว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทน (yields) บ่งชี้ถึงโอกาสปรับพอร์ต โดยเปลี่ยนลงทุนตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ทั้งที่จ่ายผลตอบแทนเป็นดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินของประเทศผู้ออก ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นหลังความเห็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นางเยลเลนเป็นไปในทางที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบสมดุล คือไม่ใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วไป และไม่ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายนานเกินไป โดยนางเยลเลนระบุว่า Fed จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นข้อความทิศทางเดียวกับแถลงการณ์ Fed ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ความเห็นประธาน Fed เรื่องเงินเฟ้อถูกนักลงทุนบางส่วนตีความว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจะต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดปรับลดความเป็นไปได้การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายปลายปีนี้ลงมาที่ระดับ 50%
เราคิดว่าความแตกต่างของนโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ ได้มาถึงระดับสูงสุดแล้ว เราเชื่อว่าธนาคารกลางจะดำเนินนโยบายการเงินตามการคาดการณ์เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในประเทศแม้จะตระหนักว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ จะส่งผลให้การคาดการณ์ของตนจะต้องเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
โดยปัจจัยไม่แน่นอนที่ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ เผชิญอยู่คือ การที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดีต่อเนื่อง แต่อัตราเงินเฟ้อกลับชะลอลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือประเทศที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นควรที่จะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวหรืออัตราดอกเบี้ยควรปรับขึ้น
เมื่อนำข้อมูลที่ว่ากำลังการผลิตส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจเริ่มลดลงโดยเฉพาะในสหรัฐ และชัดเจนมากในแคนาดาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางแคนาดาต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหลายประเทศเตรียมที่จะทยอยลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจแม้จะขยายตัวแต่เงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้น)
ขณะนี้กล่าวได้ว่าภาวะแวดล้อมทางการลงทุนถือว่าดี เพราะเศรษฐกิจขยายตัว แต่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นภาวะที่ธนาคารกลางจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและจะค่อยดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ความเสี่ยงของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและส่งผลลบต่อเศรษฐกิจนั้นลดลง และทำให้ตลาดค่อยปรับแนวทางการลงทุนอย่างราบรื่นได้
ตามที่เราได้กล่าวไว้แล้วในหน้าแรก นี่คือ “ข่าวดีมาก” ของนักลงทุนตราบใดที่ภาวะการลงทุนที่ดีนี้ยังคงอยู่ต่อเนื่อง และการที่นโยบายการเงินที่เคยแตกต่างกันนั้นได้ถึงจุดระดับสูงสุดแล้วนั้น หมายความว่าดอลลาร์สหรัฐได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว