เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
Business ‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
Real Estate แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
Finance ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
World ‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
Business ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
Biz Movement ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
Interview เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
ดูทั้งหมด

สี จิ้นผิง : อเมริกาจะรับมืออย่างไรกับสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดีจีน

04 พ.ย. 2565 | 08:45น.
  • จอห์น ซัดเวิร์ธ
  • ผู้สื่อข่าวประจำทวีปอเมริกาเหนือ
Xi graphic

ไม่กี่วันมานี้ สี จิ้นผิง เดินออกสู่สายตาของสื่อทั่วโลก ในฐานะผู้นำทรงอิทธิพลที่สุดของจีนในรอบหลายทศวรรษ

ธรรมเนียมการดำรงตำแหน่งผู้นำจีนที่จำกัดเอาไว้ 2 สมัยของบรรดาผู้นำก่อนหน้าเขาได้ถูกทำลายลง และการดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ถือเป็นการกุมอำนาจการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จของเขา ซึ่งอาจดำเนินสืบไปจนชั่วชีวิต

แม้ว่านายสีจะกุมอำนาจในประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง แต่สถานการณ์ในเวทีระหว่างประเทศกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะยิ่งหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ผู้นี้พยายามสร้างความแข็งแกร่งให้การปกครองแบบเผด็จการของจีนมากเพียงใด ก็ยิ่งเป็นการท้าทายฐานคติของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่ว่า “ยิ่งจีนร่ำรวยขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีเสรีภาพมากขึ้นเท่านั้น”

ความเชื่อนี้ช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือและการค้าระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลจีนมายาวนานหลายทศวรรษ

มันคือพื้นฐานของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้แต่ละปีทั้งสองชาติมีการค้าระหว่างกันมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะนี้นายสีเริ่มการปกครองจีนเป็นสมัยที่ 3 และกำลังเผชิญสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และความพยายามกีดกันไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงของอเมริกา ซึ่งบรรดานักวิจารณ์ระบุว่าเป็นความพยายาม “ทุกวิถีทาง” เพื่อสกัดการผงาดอิทธิพลของจีน

รัฐบาลจีนชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่เย็นชาระหว่างสองชาติในช่วงไม่นานมานี้ เกิดจากการที่อเมริกาต้องการรักษาตำแหน่งมหาอำนาจของโลกเอาไว้

นโยบายความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาระบุว่ารัฐบาลจีนเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของโลกมากกว่ารัฐบาลรัสเซีย และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือว่าการที่จีนจะรุกรานไต้หวันนั้นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้มากขึ้นทุกขณะ ไม่ใช่ภัยที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป

ท่าทีปัจจุบันของสหรัฐฯ ช่างแตกต่างจากห้วงเวลาในอดีตเมื่อครั้งที่ผู้นำสหรัฐฯ และจีนต่างประกาศร่วมกันว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทวิภาคจะเอาชนะความแตกต่างทางอุดมการณ์การเมือง และความตึงเครียดระหว่างกันในที่สุด

แล้วความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และจีนดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

“ความเคยชินต่อเสรีภาพ“

การที่ประธานาธิบดีไบเดนปฏิบัติต่อจีนเยี่ยงคู่อริมากขึ้นทุกขณะนั้น ช่างย้อนแย้งกับท่าทีในอดีตของเขา

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 นายไบเดน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก คือตัวตั้งตัวตีผลักดันความพยายามในการต้อนรับจีนเข้าสู่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO)

“จีนไม่ใช่ศัตรูของเรา” นายไบเดนกล่าวต่อผู้สื่อข่าวขณะเดินทางไปนครเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2000

คำพูดนี้มาจากความเชื่อว่า การค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจะบีบให้จีนเข้าสู่ระบบที่มีมาตรฐานร่วมกัน และมีค่านิยมสากล ตลอดจนช่วยให้จีนผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ

Pascal Lamy, then director-general of the World Trade Organisation, signed the agreement of China's accession to the group in 2000.

ที่มาของภาพ, Getty Images

บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ต่างก็วิ่งเต้นอย่างหนักให้จีนเปิดประเทศทำการค้ามากขึ้น โดยบริษัท British American Tobacco ต้องการขายสินค้าประเภทยาสูบในตลาดจีน ขณะที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน องค์กรส่งเสริมความสัมพันธ์การค้าระหว่างสองชาติก็ต้องการเข้าถึงแรงงานราคาถูกในจีน

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มสหภาพแรงงานอเมริกันที่กังวลว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานในประเทศจะตกงาน ขณะที่อีกฝ่ายแสดงความกังวลเรื่องปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน แต่สหรัฐฯ ก็ผลักดันให้จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ได้สำเร็จในปี 2000

นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเทกซัส ได้กล่าวในสุนทรพจน์อันโด่งดังต่อกลุ่มคนงานบริษัทโบอิง ระหว่างการหาเสียงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน พ.ค.ปี 2000 ว่า

“ในกรณีการค้า” กับจีนนั้น “ไม่ใช่แค่เรื่องเชิงพาณิชย์ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า” ว่าการค้าจะช่วยให้จีนดำเนินไปตามครรลองของประชาคมโลก

“เสรีภาพทางเศรษฐกิจสร้างความเคยชินต่อเสรีภาพ และความเคยชินต่อเสรีภาพสร้างความคาดหวังต่อระบอบประชาธิปไตย”

ความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจของจีน ทำให้มีความหวังขึ้นมาชั่วขณะว่าจะเกิดการปฏิรูปทางการเมืองขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีหลังจากจีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO อินเทอร์เน็ตได้เปิดโอกาสให้ชาวจีนสามารถพูดคุยและแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในอดีต

อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เปรียบเปรยการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามควบคุมอินเทอร์เน็ตว่าเหมือนกับการ “พยายามตอกตะปูตรึง “เจลโล” (Jell-O ขนมเยลลียี่ห้อหนึ่ง) ไว้กับฝาผนัง”

ในยุคที่นายสีเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยแรก ในปี 2012 สื่อระหว่างประเทศต่างรายงานเรื่องความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจ และการถือกำเนิดของชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในจีนว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจีนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง และเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน นายสีก็เริ่มแสดงให้เห็นแนวทางการปกครองประเทศของเขามาตั้งแต่เริ่มต้น โดยชี้ว่า ชาวจีนที่เริ่มแสดง “ความเคยชินต่อเสรีภาพ” นั้นไม่ใช่ผลผลิตจากยุคโลกาภิวัตน์ที่น่าให้การต้อนรับ แต่เป็นสิ่งที่ต้องขจัดให้หมดสิ้นไปด้วยทุกวิถีทาง

เอกสารหมายเลข 9 ที่สำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิสต์เผยแพร่ออกมาหลังนายสีขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำได้ไม่นานได้กำหนดภัยอันตราย 7 ประการที่จะต้องป้องกันจากสังคมจีน เช่น “ค่านิยมสากล” แนวคิดเรื่อง “ประชาสังคม” ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ และเสรีภาพของสื่อ

นายสีเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือความอ่อนแอทางอุดมการณ์ และเป็นอุปสรรคต่อการยึดถือแนวทางสังคมนิยม อันจะนำไปสู่การล่มสลาย ดังเช่นที่เกิดกับสหภาพโซเวียต

แนวคิดเรื่องภัยคุกคามดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ในสังคมจีน และนายสีมองว่าค่านิยมสากลเปรียบเสมือน “ม้าโทรจัน” ที่แฝงตัวเข้ามาบ่อนทำลาย และจะนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปสู่จุดจบแบบเดียวกับโซเวียต ดังนั้นคำตอบของเขาคือการดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ในการกระชับอำนาจตามลัทธิอำนาจนิยม และการปกครองประเทศตามระบบรัฐพรรคการเมืองเดียว

ตรึงเจลโลติดฝาผนัง

เมื่อเข้าสู่การปกครองประเทศในสมัยที่ 2 จีนก็เริ่มตอกตะปูตรึงเจลโลเข้ากับฝาผนังได้อย่างอยู่หมัด ทั้งการจำคุกบรรดานักกฎหมาย และปิดปากกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง ขจัดเสรีภาพในฮ่องกง และสร้างค่ายกักกันชาวมุสลิมอุยกูร์กว่าหนึ่งล้านคนในเขตปกครองตนเองซิเจียง ทางตะวันตกสุดของประเทศ

ถึงกระนั้น บรรดาชาติตะวันตกกลับยังเดินหน้าสนับสนุนเรื่องความร่วมมือทางการค้ากับจีน และยังไม่หันไปใช้นโยบายเพื่อสกัดการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีน เช่นที่จีนกำลังอ้างอยู่ในปัจจุบัน

Cars roll down a highway cutting through the rapidly developing city July 16, 2007 in Beijing, China.

ที่มาของภาพ, Getty Images

การเข้าเป็นสมาชิก WTO ช่วยให้จีนได้ประโยชน์มหาศาลจากความร่วมมือทางการค้ากับนานาประเทศ ในสหราชอาณาจักรมีช่วงเวลาที่เรียกว่า “ยุคทอง” ซึ่งรัฐบาลส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้ากับจีนตั้งแต่ช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของนายสีและดำเนินเรื่อยมาจนถึงสมัยที่สอง

นี่ทำให้เราได้เห็นรัฐมนตรีและนักการเมืองอังกฤษจำนวนมากเดินทางเยือนจีน แม้จะมีข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เนือง ๆ ก็ตาม

ในขณะที่บรรดานักการเมืองจากชาติประชาธิปไตยพากันป่าวประกาศให้โลกรู้ถึงประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน แต่ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมักมีการหารือ “อย่างลับ ๆ”

ในช่วงนี้เอง นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายคนเล็กของประธานาธิบดีไบเดน พยายามสานสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกลุ่มบุคคลสัญชาติจีนที่มีความเกี่ยวโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์ จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองที่ส่งผลมาสู่เขาจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของนักลงทุนและนักธุรกิจนั้น ดูเหมือนหลายคนจะให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ที่ได้จากการทำธุรกิจกับจีนเหนือสิ่งอื่นใด บางคนมองว่า การมุ่งเป้าไปเฉพาะเรื่องการกดขี่ จำกัดเสรีภาพประชาชน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการจีนจะทำให้พลาดการมองภาพรวมที่ใหญ่กว่าในเรื่องความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ

นี่ทำให้นักการเมืองและนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยละทิ้งคำมั่นสัญญาที่จะนำเสรีภาพทางการเมืองไปสู่จีน

แล้วสถานการณ์พลิกผันไปได้อย่างไร

จุดยืนต่อจีนที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างแรกคือ ความคิดเห็นของสังคม

ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา กลุ่มชาวอุยกูร์พลัดถิ่นออกมาเปิดโปงเรื่องการหายตัวไปของญาติพี่น้องที่ถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันขนาดใหญ่ในเขตปกครองตนเองซินเจียง

แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลชาติตะวันตกจะอดกลั้นต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน ทั้งเรื่องควบคุมการนับถือศาสนา การจำคุกผู้เห็นต่าง และการบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียว

แต่การที่จีนมุ่งเป้าจำคุกและกดขี่ข่มเหงกลุ่มคนชาติพันธุ์หนึ่ง เพียงเพราะวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพวกเขานั้น ได้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อคนทั่วโลก เพราะการกระทำดังกล่าวกระตุ้นให้หวนนึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุโรปและที่อื่น ๆ

บริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานในซิงเจียงต้องเผชิญคำถามและความกังวลจากบรรดาผู้บริโภค ขณะที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ก็เผชิญแรงกดดันให้ดำเนินมาตรการตอบโต้การกระทำของจีน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่สร้างความกังวลให้คนทั่วโลก ทั้งการปราบปรามกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง การอ้างกรรมสิทธิ์และแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารในทะเลจีนใต้ ตลอดจนการคุกคามไต้หวันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสำนักวิจัยพิวบ่งชี้ว่า 80% ของชาวอเมริกันมีทัศนคติเชิงลบต่อจีน เพิ่มขึ้นจากเมื่อทศวรรษก่อนที่มีเพียง 40%

ปัจจัยสำคัญอย่างที่สองที่ทำให้สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อจีนคือนายโดนัลด์ ทรัมป์

US President Donald Trump (R) and Chinese President Xi Jinping (L) shake hands during dinner at the Mar-a-Lago estate in West Palm Beach, Florida, on April 6, 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในระหว่างอยู่ในอำนาจ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ความร่วมมือทางการค้ากับจีนเป็นการเดิมพันที่ผิดพลาด และให้ผลตอบแทนไม่คุ้มเสีย โดยทำให้สหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้า

แม้จะมีเสียงวิจารณ์นายทรัมป์ที่ประกาศทำสงครามการค้ากับจีน แต่นี่ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในจุดยืนของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน

แม้แต่ในยุคของประธานาธิบดีไบเดน ก็ดำเนินตามนโยบายบางอย่างของนายทรัมป์ เช่น การทำสงครามการค้า และการตั้งกำแพงภาษี

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มตระหนักแล้วว่า แทนที่ความร่วมมือทางการค้าและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีนจะช่วยเร่งให้เกิดการปฏิรูปการเมืองขึ้น ในประเทศนี้ แต่กลับส่งผลในทางตรงข้าม และยิ่งส่งเสริมรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการของจีนให้แข็งแกร่งขึ้น

จุดยืนใหม่

ไม่มีตัวบ่งชี้ถึงท่าทีใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนได้ชัดเจนแจ่มแจ้งได้เท่ากับการแสดงความคิดเห็นล่าสุดของประธานาธิบดีไบเดนต่อสถานะของไต้หวัน

เมื่อเดือน ต.ค. นายไบเดนตอบคำถามผู้สื่อข่าวซีบีเอสนิวส์ว่าสหรัฐฯ จะส่งทหารเข้าปกป้องไต้หวันในกรณีที่จีนรุกรานหรือไม่

“ส่งครับ” เขากล่าว “หากมีการโจมตีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ จงใจวางนโยบายที่คลุมเครือว่าจะให้ความช่วยเหลือไต้หวันกรณีที่จีนเข้ารุกรานหรือไม่

ฝ่ายหนึ่งมองว่าการยอมรับว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้จะเท่ากับการเปิดไฟเขียวให้จีนเข้ารุกรานไต้หวัน แต่อีกฝ่ายมองว่า การจะให้ความช่วยเหลือไต้หวันจะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลไต้หวันกล้าประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น การประกาศอย่างชัดเจนดังกล่าวของนายไบเดนจึงสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่รัฐบาลจีน ซึ่งมองว่านี่คือการปรับเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญของสหรัฐฯ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ จะพยายามกลับลำความเห็นดังของนายไบเดนก็ตาม

แทนที่จะยึดมั่นในมาตรฐานและค่านิยมเดียวกับชาติตะวันตก ตอนนี้จีนกำลังนำเสนอลัทธิอำนาจนิยมที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในฐานะทางเลือกที่ดีกว่า และพยายามส่งเสริมระบบนี้ โดยชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยกำลังเสื่อมถอย

ปัจจุบันจีนมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของโลกมาก และพยายามชี้ให้เห็นว่าโลกไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องทำการค้ากับจีนต่อไป และจะต้องเกรงกลัวว่าจะเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหากสร้างความไม่พอใจให้แก่จีน

อย่างไรก็ตาม ในกรุงวอชิงตัน ดีซี นักการเมืองทั้งฝ่ายริพับลิกันและเดโมแครตต่างเห็นพ้องต้องกันอย่างแรงกล้าว่าจีนคือภัยคุกคามสำคัญต่อชาติ แม้ว่าปัจจุบันการหาห่วงโซ่อุปทานแหล่งใหม่จะไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี รวมถึงใช้เงินมหาศาลก็ตาม

ขณะเดียวกัน จีนก็มีมาตรการให้รางวัลแก่ผู้ที่ยังร่วมมือทางเศรษฐกิจกับตน และลงโทษแก่ผู้ที่ไม่ยอมร่วมมือ

แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในการขึ้นครองอำนาจเป็นสมัยที่ 3 ของนายสีคือ โลกอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ขณะที่สหรัฐฯ พบว่าตนเองกำลังเผชิญกับความเป็นปรปักษ์จากทั้งจีนและรัสเซีย ซึ่งล้วนเป็นผลจากสิ่งที่ตนเองได้สร้างขึ้น

………

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน สหรัฐ