‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
สตรีผู้ที่ไม่มีอยู่จริง แต่กลับปรากฏอยู่บนตราประทับ แสตมป์ เหรียญกษาปณ์ และศาลากลางทุกแห่งทั่วประเทศ! เจาะลึกประวัติศาสตร์ ‘มารีแอนน์’ สัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งแต่จุดกำเนิดเทพีแห่งเสรีภาพ ยุคการประหารด้วยกิโยติน สู่การเป็นตัวแทนบุตรสาวทุกคนของชาติ ก่อนจะถูกจับสวม ‘เสื้อกั๊กเหลือง’ และทุบทำลายกลางคลื่นมรสุมการเมืองระลอกล่าสุด
หากหลายคนที่เคยเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ภาพใบหน้าของสตรีปริศนาจะปรากฏให้เห็นในทุกตารางนิ้ว ตั้งแต่ตราประทับอย่างเป็นทางการของรัฐ แสตมป์ไปรษณีย์ เหรียญกษาปณ์ ไปจนถึงรูปปั้นครึ่งตัวที่ประดับประดาอย่างสมเกียรติในศาลากลาง และอาคารสาธารณะทั่วประเทศ ชาวฝรั่งเศสทุกคนสามารถจดจำเธอได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ทว่าแปลกประหลาดที่กลับไม่มีใครสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วเธอมีหน้าตาอย่างไรกันแน่
สตรีผู้นี้คือ “มารีแอนน์” (Marianne of France) สัญลักษณ์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจและดวงวิญญาณแห่งระบอบสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผู้เดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันโชกเลือดและบทปฏิวัติมานานหลายศตวรรษ
ก่อนที่มารีแอนน์จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของประเทศ เดิมทีเธอคือภาพสะท้อนของ “เทพีแห่งเสรีภาพ (Goddess of Liberty)” ตามความเชื่อแบบโรมันโบราณ โดยแต่งกายด้วยชุดโตกาแบบโรมัน และถือหอกจากยอดสวม “หมวกฟริเจียน (Phrygian Cap)” สีแดง
ในยุคโรมันโบราณ ‘หมวกฟริเจียน’ คือ สิ่งของสำคัญที่เหล่าทาสซึ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจะนำมาสวมใส่เพื่อประกาศสถานะใหม่ของตนเอง ดังนั้น เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเปิดฉากขึ้นในปี 1789 ประชาชนชาวฝรั่งเศสจึงมองไปยังเทพีแห่งเสรีภาพเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้ และกลุ่มผู้ปฏิวัติก็ได้นำหมวกสีแดงนี้มาใช้เป็นสัญลักษณ์หลักของการปฏิวัติเพื่อทวงคืนอิสรภาพ
การกำเนิดสาธารณรัฐที่ 1 และชื่อ ‘มารีแอนน์’ ที่ไร้ที่มา
หลังจากการล้มล้างระบอบการปกครองเดิม ฝรั่งเศสได้สถาปนา สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 (First French Republic) ขึ้นในปีค.ศ. 1792 เมื่อไม่มีกษัตริย์อีกต่อไป รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องหาสัญลักษณ์มาแทนที่พระฉายาลักษณ์บนตราประทับของรัฐ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้ภาพของเทพีแห่งเสรีภาพมาเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐ
บนตราประทับทางการยุคนั้น เทพีสวมชุดโรมัน มือถือหอก ยอดสวมหมวกฟริเจียน และด้านซ้ายมี “ฟาสเซส (Fasces)” หรือขวานมัดผูกกับไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์โรมันโบราณที่แสดงถึงอำนาจของผู้พิพากษาในการลงโทษด้วยการโบยหรือตัดศีรษะ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับยุคสมัยอันนองเลือดที่กำลังจะตามมาอย่างน่าประหลาด
ทุกรูปภาพของกษัตริย์ถูกแทนที่ด้วยภาพของเทพีแห่งเสรีภาพ พร้อมข้อความจารึกใต้ภาพว่า “สาธารณรัฐฝรั่งเศส (French Republic)” และในเวลาไม่นาน ประชาชนก็เริ่มเรียกภาพสัญลักษณ์นี้ว่า “มารีแอนน์” แม้จะไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าชื่อนี้เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือมีที่มาอย่างไร แต่ชื่อดังกล่าวก็ติดปาก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติมานับแต่นั้นมา
จากหญิงผู้ทรงอำนาจ สู่ ‘มารดา’ ผู้สงบเงียบ
จุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐที่ 1 เต็มไปด้วยความระส่ำระสาย และก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งความหวาดกลัว (Reign of Terror)” อย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลให้มีผู้ถูกประหารชีวิตประมาณ 40,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่สิ้นลมหายใจด้วยเครื่องกิโยติน
เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อสยบความตึงเครียดและปลอบประโลมประชาชน ภาพลักษณ์ของมารีแอนน์จึงถูกเปลี่ยนจากสตรีถือขวานดุดัน มาเป็นภาพของ “มารดาผู้สงบเอื้ออารี” เพื่อแสดงถึงมารดาผู้ปลอบขวัญ “ลูกๆ” ของเธอ
ในปฏิทินปี 1793 มารีแอนน์ปรากฏกายในลักษณะสวมหมวกฟริเจียน แต่ปราศจากหอกและอาวุธใดๆ โดยเธอนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบท่ามกลางสัญลักษณ์แห่งปัญญา กลายเป็นแบบอย่างของสาธารณรัฐที่โหยหาเสรีภาพ สันติภาพ และความสว่างไสวทางปัญญา
การล่มสลาย และการกลับมาอย่างยั่งยืนของมารีแอนน์
สาธารณรัฐที่ 1 ดำรงอยู่ได้เพียง 12 ปี และสิ้นสุดลงในปี 1804 เมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ประกาศตนเป็นจักรพรรดิ เมื่อไม่มีระบอบสาธารณรัฐ มารีแอนน์จึงถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงตัวแทนแห่งเสรีภาพ ซึ่งภาพจำอันโด่งดังที่สุดในยุคนี้คือ ภาพเขียนระดับตำนานของ เออแฌน เดอลากรัว (Eugène Delacroix) ที่ชื่อว่า “La Liberté guidant le peuple” หรือมีความหมายว่า “เสรีภาพนำทางประชาชน”
- สาธารณรัฐที่ 2 (1848–1852) ก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติครั้งที่สาม รัฐบาลใหม่ประกาศคืนสถานะให้มารีแอนน์เป็นสัญลักษณ์ของรัฐอีกครั้ง โดยเป็นตัวแทนของเสรีภาพ สาธารณรัฐ และการปฏิวัติ แต่ก็ถูกยกเลิกไปอีกครั้งเมื่อ หลุยส์-นโปเลียน (นโปเลียนที่ 3) ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ
- สาธารณรัฐที่ 3 (1870–1940) เกิดขึ้นหลังนโปเลียนที่ 3 ถูกกองทัพปรัสเซียจับกุม มารีแอนน์ได้กลับมาอีกครั้งอย่างเป็นทางการและถาวร
- สาธารณรัฐที่ 4 และ 5 (1946–ปัจจุบัน) หลังได้รับการปลดปล่อยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มารีแอนน์ก็ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติมาจนถึงปัจจุบัน
‘หนึ่งชื่อ’ กับ ‘หลายใบหน้า’ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ประวัติศาสตร์ระบุว่า มารีแอนน์ไม่เคยมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นทางการ ดังนั้นศิลปินจึงมีอิสระในการจินตนาการเธอตามที่ต้องการ เช่นเดียวกับนายกเทศมนตรีของแต่ละเมืองที่มีอิสระในการเลือกรูปปั้นมารีแอนน์ในแบบที่พวกเขาชอบมาประดับศาลากลาง
ในอดีต มารีแอนน์คือตัวแทนของ “สตรีผู้ไร้นาม” ซึ่งเปรียบเสมือนบุตรสาวทุกคนแห่งสาธารณรัฐ แต่ในยุคหลัง หน้าตาของเธอได้รับการอ้างอิงและแกะสลักตามคนดังและไอคอนระดับโลกของฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น บรีฌิต บาร์โดต์ (Brigitte Bardot), กาแตรีน เดอเนิฟ (Catherine Deneuve), อิแนส เดอ ลา เฟรซ็องฌ์ (Inès de la Fressange), แลติซียา กัสตา (Laetitia Casta) และ โซฟี มาร์โซ (Sophie Marceau)
สัญลักษณ์แห่งชาติภายใต้เสื้อกั๊กเหลือง ?

เนื่องจาก มารีแอนน์ คือ ตัวแทนของระบอบสาธารณรัฐและความคุ้มครองจากรัฐ ในยามที่ประชาชนเกิดความโกรธแค้นต่อรัฐบาล รูปปั้นของเธอจึงกลายเป็นพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด
ตามรายงานของ TIME ในการประท้วงใหญ่ของกลุ่ม เสื้อกั๊กเหลือง (Gilets Jaunes) เมื่อปี 2018 ภาพอันน่าตกตะลึงที่แพร่สะพัดไปทั่วโลก คือ การที่รูปปั้นครึ่งตัวของมารีแอนน์ภายในอนุสรณ์สถานประตู Arc de Triomphe ถูกกลุ่มผู้ประท้วงทุบทำลายจนใบหน้าแหลกสลายไปซีกหนึ่ง ท่ามกลางซากรถยนต์ที่ถูกเผาและข้อความกราฟฟิตี้โต้ตอบรัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง
การทำลายใบหน้าของมารีแอนน์ในครั้งนั้น จึงเป็นการส่งสัญญาณความเกรี้ยวกราดว่า
ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลและระบอบสาธารณรัฐไม่ได้ปกป้องดูแลพวกเขาอีกต่อไป
HABERLER รายงานว่า ความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์นี้ทวีความเข้มข้นขึ้นในมรสุมการประท้วงระลอกล่าสุด ณ จัตุรัสรีพับบลิก (Place de la République) ในกรุงปารีส เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันต่อต้านวิกฤตค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และการปราบปรามของตำรวจ ได้ปีนขึ้นไปบนอนุสาวรีย์มารีแอนน์องค์ประธาน ที่สร้างขึ้นในปี 1883 พร้อมนำ เสื้อกั๊กเหลืองยักษ์ ขึ้นไปสวมให้กับรูปปั้น
เสื้อกั๊กเหลืองตัวดังกล่าวสกรีนข้อความภาษาฝรั่งเศสว่า “2026, la police mutile les lycéens” ซึ่งมีความหมายว่า “ปี 2026 ตำรวจทำร้ายนักเรียนมัธยมจนพิการ” เพื่อสะท้อนความแค้นเคืองต่อกรณีที่นักเรียนมัธยมวัย 16 ปีในเมืองตูร์ ที่ต้องสูญเสียสายตาข้างขวาจากกระสุนยางปราบจลาจล (LBD) และนักเรียนวัย 15 ปีในเมืองลองส์ สูญเสียมือซ้ายจากระเบิดระหว่างการชุมนุม
การสวมเสื้อกั๊กเหลืองและการทุบทำลายรูปปั้นมารีแอนน์ พร้อมหมอกควันแก๊สน้ำตาและการปะทะกันในเมืองใหญ่อย่าง ปารีส ลียง และมาร์เซย์ สะท้อนให้เห็นว่า “มารีแอนน์” ไม่ใช่เพียงแค่รูปปั้นหรือตราประทับที่หยุดนิ่งอยู่ในประวัติศาสตร์
แต่เธอคือสัญลักษณ์ที่มีชีวิต เป็นกระจกเงาสะท้อนความสุข ความทุกข์ และความโกรธแค้นของประชาชนชาวฝรั่งเศส การนำเสื้อกั๊กเหลืองไปสวมให้เธอ จึงเป็นการดึงเอาสัญลักษณ์แห่ง “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” กลับมาตั้งคำถามกับรัฐบาลอีกครั้งว่า
ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤต รัฐยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งสาธารณรัฐที่มารีแอนน์เป็นตัวแทนไว้ได้มากน้อยเพียงใด
