Skip to content

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ รับฟ้อง เสรีพิศุทธิ์ หมิ่น สิระ เจนจาคะ

01 ธ.ค. 2565 | 15:06น.
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ รับฟ้อง เสรีพิศุทธิ์ หมิ่น สิระ เจนจาคะ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับชั้นไต่สวนมูลฟ้องให้ศาลอาญาประทับฟ้องรับคดี”เสรีพิศุทธิ์” หมิ่น”สิระ เจนจาคะ”ไว้พิจารณา นัดสอบคำให้การจำเลยและตรวจหลักฐาน 20 มี.ค.ปีหน้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่​ ​อ.​2867/2563 ที่นายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. และประธานกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ​ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา

กรณีสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2563 นายสิระ โจทก์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยจึงทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 10 ก.ย. 2563 และยื่นหนังสือดังกล่าวผ่านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร์​ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร์​ว่า​

นายสิระ ในฐานะโจทก์มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ​ จำเลยในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ​ จึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งกรรมาธิการแทนที่ว่างและมีข้อความในย่อหน้าสุดท้ายว่า

“เนื่องจากนายสิระ​ เจนจาคะ​ เป็นกรรมาธิการที่ไม่มีความรู้และไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ขาดการประชุมบ่อยครั้ง เข้าประชุมแต่ละครั้งเพียง 1 นาทีหรือไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพียงหวังรับเบี้ยประชุมเท่านั้นจึงขอให้แจ้งทางพรรคได้พิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่งมาปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่หนังสือดังกล่าวในเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร”

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง ตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้ นายสิระ โจทก์ และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล​เพื่อฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วตามทางไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่า​

“โจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ และเป็นประธานคณะกรรมการที่การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน​ จำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยและเป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยเป็นประธานกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ​”

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีโจทก์มีมูลหรือไม่เห็นว่าการหมิ่นประมาทนั้นเป็นการกระทำโดยใส่ความคือบอกกล่าวข้อความอันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังเกิดขึ้นอยู่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง เป็นการกล่าวหาผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้ได้รับความเสียหายและข้อความดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่

จากถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในหนังสือประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ว่าโจทก์เป็นกรรมาธิการไม่มีความรู้และไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ขาดการประชุมอยู่บ่อยครั้งเข้าประชุมแต่ละครั้งไม่เกินครึ่งชั่วโมงเพื่อหวังเบี้ยประชุมเท่านั้น​ มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติในการทำหน้าที่กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการ​ทุจริต​และประพฤติมิชอบ​มิชอบสภาผู้แทนราษฎร

ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั่วไป ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าโจทก์​ไม่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคนไม่ดี ไม่ซื่อตรงหรือทุจริตประพฤติมิชอบเสียเอง ถ้อยคำดังกล่าวจึงอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง​อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้​ ประกอบกับได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อพิพาทกันมาก่อน​

จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวในหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่สุจริตมุ่งจะทำลายชื่อเสียงของโจทก์ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง​ ได้รับความเสียหาย

คดีโจทก์จึงมีมูลให้ประทับรับฟ้องและพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น​ พิพากษากลับให้ประทับรับฟ้อง​ และนัดจำเลยมาสอบคำให้การ​ ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 มีนาคม 2566 เวลา 13.30 น.