‘อาคม’ รมว.คลัง แจกโจทย์ธุรกิจประกันภัย พัฒนาโปรดักต์ใหม่ ล้อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศ ทั้งเรื่อง ‘การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล-การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ-สังคมผู้สูงอายุ-การปรับโครงสร้างด้านการใช้พลังงาน’ ชี้ธุรกิจประกันภัยเป็นแหล่งเงินออมระยะยาวที่สำคัญของประเทศ มีขนาดสินทรัพย์ลงทุนรวมกว่า 3.83 ล้านล้านบาท
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อเรื่อง “นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศกับบทบาทประกันภัย ภายใต้ New Challenges” ในงานพิธีเปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 11 ว่า ทุกวันนี้ภาคเอกชนมีการปรับตัวไปมากตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งในมุมของภาคธุรกิจประกันภัยเองจะต้องไปคิดต่อยอดว่าจะออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ความคุ้มครองได้อย่างไร ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นอยู่ด้วยกัน 3-4 เรื่องสำคัญคือ

1.การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital) ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้น ย่อมจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นช่องทางของมิจฉาชีพเข้ามา
2.การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งเริ่มเห็นแล้วว่ามีการเข้าไปคุ้มครองพืชผลทางการเกษตร แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลาย area ที่ระบบประกันภัยสามารถจะเข้าไปขยายบทบาทเพิ่มได้
3.ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging population) โดยในปี 2577 สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด หรือมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 28% ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราการเกิดน้อยลง ฉะนั้นคนจะมาห่วงเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยหาทางรักษาเพื่อชะลอวัย หรือเสริมความงามมากขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่จะยิ่งทำให้คนหันมาซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจประกันภัยในอนาคตอย่างมาก
และ 4.การปรับโครงสร้างด้านการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานทดแทน (renewable energy) โดยเฉพาะส่งผ่านไปยังระบบไฟฟ้า ซึ่งต้นทางมาจากพลังงานที่สะอาด ซึ่งในปัจจุบันเรื่องการใช้โซล่าเซลล์ก็กำลังได้รับความสนใจ
โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประกันภัย (ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันวินาศภัย) ยังสามารถเติบโตได้ดี มีขนาดเบี้ยประกันภัยรับรวมเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันนี้ถือเป็นแหล่งเงินออมระยะยาวที่สำคัญของประเทศ
(ตามข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จนถึงไตรมาส 3/2565 พบว่าธุรกิจประกันภัยนำเงินที่ประชาชนซื้อประกันไว้ไปจัดสรรลงทุน มีขนาดสินทรัพย์ลงทุนรวมกว่า 3.83 ล้านล้านบาท โดยแยกเป็นสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต 3.51 ล้านล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัย 3.19 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ดีในอนาคตการนำเงินไปจัดสรรลงทุนต่าง ๆ อาจต้องต้องคำนึงถึงนโยบายที่กล่าวไปด้วยเพื่อให้ล้อไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดหวังรายได้จากภาคท่องเที่ยวจะมาช่วยทดแทนรายได้ภาคส่งออก ที่เผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งเราเห็นสัญญาณตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่ตัวเลขปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกไทยลดลง แต่อย่างไรก็ดีราคาสินค้ายังไปได้จากทิศทางค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับก่อนโควิด ที่ประมาณ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยมากกว่า 20 ล้านคน เทียบกับปีที่แล้วที่เข้ามาประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดประเทศของไทย ซึ่งรายได้จากภาคท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 18% ของ GDP โดย 12% มาจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอีก 6% มาจากรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ
“เศรษฐกิจไทยถือว่าเป็นประเทศที่ฟื้นตัวเร็วหลังจากโควิดคลี่คลาย สาเหตุสำคัญมาจากการที่เราเปิดประเทศเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ โดยเราเริ่มเปิดประเทศตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 เริ่มจากโมเดลภูเก็ต Sand box ตามนโยบายคู่ขนานระหว่างการป้องกันโรคกับการเปิดประเทศ”
ส่วนความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่ผันผวนแข็งค่าและอ่อนค่าเร็วนั้น รมว.คลังอธิบายว่า เป็นไปตามภาวะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่บางช่วงก็อ่อนค่าเร็ว และบางช่วงก็แข็งค่าเร็ว ซึ่งภาวะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐ ซึ่งประธานเฟดก็ยืนยันว่าจะยังไม่ชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นประเด็นเหล่านี้ยังต้องจับตาดูกันต่อไป