กลุ่มคราฟต์เบียร์โวย กฎหมายใหม่มีช่องว่าง ภาษียังลักลั่น ไม่ส่งเสริมรายเล็ก แต่รายใหญ่ยังได้ประโยชน์ ย้ำรัฐไม่ส่งเสริมก็ไม่ควรขัดขวาง
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 นายอาชิระวัสส์ วรรณศรีสวัสดิ์ กรรมการ บริษัท ไอเอสทีบี จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเบียร์ไทยและต่างประเทศเจ้าของคราฟต์เบียร์แบรนด์ ไลเกอร์และอัลเลมองท์ กล่าวว่า ร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตสุรา พิกัดอัตราภาษี-อากรแสตมป์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ที่ ครม.เห็นชอบนั้นมีบางส่วนใหม่ แต่บางส่วนก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนยังคงมีช่องว่างในเรื่องการกำหนดกำลังการผลิตอยู่
โดยหากมองในโมเดลทางการเงิน ข้อกำหนดในเรื่องกำลังการผลิตในเชิงธุรกิจยังไม่ได้ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่ได้ ในส่วนภาษีที่ยังคงยึดแนวทางเดิมทำให้ภาษีดูไม่เป็นสากล เทียบง่าย ๆ ระหว่างเบียร์กับสุราชุมชนค่อนข้างชัดว่าต้องการส่งเสริมสุราชุมชน แต่สำหรับเบียร์นั้นถูกมองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมานับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
กรรมการบริษัท ไอเอสทีบี กล่าวต่อไปว่า อัตราภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยก็ยังคิดในแบบเฉพาะ ไม่ได้ใช้แอลกอฮอล์ดีกรีตามหลาย ๆ ประเทศ ยังคงมองภาษีเป็นภาษีบาปทั้ง ๆ ที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์หลาย ๆ ประเทศใช้เป็นเครื่องมือดึงคนเข้ามาท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการทานอาหาร ดังนั้นแม้ภาครัฐไม่ส่งเสริมก็ไม่ควรขัดขวาง
“กฎหมายล่าสุดที่ออกมา ผมมองว่าบางเรื่องค่อนข้างดูลักลั่นและตลก ในการกำหนดว่าการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อการบริโภคเองโดยมิได้จำหน่าย แต่จัดเก็บภาษี เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่เก็บภาษีสำหรับการผลิตเพื่อการบริโภคเอง” นายอาชิระวัสส์กล่าว
ด้าน นายกาญจน์ เสาวพุทธสุเวช ผู้ผลิตเบียร์สเปซคราฟต์ กล่าวว่า อัตราภาษีนี้ยังมีความลักลั่น มีผลกระทบกับรายใหม่และรายเล็กอย่างมาก เพราะพื้นฐานโครงสร้างภาษีแม้จะมองว่ายุติธรรม แต่ต้องมีพื้นฐานภาษีที่เท่ากันก่อน แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั้นเจ้าใหญ่และเจ้าเก่ามักได้ประโยชน์มากกว่าเสมอ
ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์และรายเล็ก ๆ ถือเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างที่อเมริกาเมื่อแก้กฎหมายผู้ผลิตเบียร์นั้น ทำให้เกิดรายเล็ก ๆ จำนวนมาก และส่งผลให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ในประเทศไทยเมื่อเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็จะพบว่าสุราและเบียร์ต่างประเทศมีเยอะมาก เพราะกฎเกณฑ์ของภาครัฐไม่เอื้อต่อผู้ผลิตในเมืองไทย
“เราต้องยอมรับก่อนว่าแอลกอฮอล์ไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมาย เหมือนที่หลาย ๆ ชาติมองว่าแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์คืออาหาร เมื่อเป็นเช่นนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องต้องตอบสนองความต้องการของสังคมและประชาชน ที่สำคัญต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะการพัฒนากฎหมายนั้นมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโต รวมถึงบางทีกฎหมายที่ไม่มีการปรับเปลี่ยน ก็ไม่สนับสนุนให้ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย” นายกาญจน์กล่าว