ธปท.เตรียมพิจารณาต่ออายุมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้ต่ออีก 1 ปี หลังจะครบกำหนด 9 เม.ย.นี้ รอกระทรวงการคลัง-ครม.เคาะ
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า
สำหรับการพิจารณาการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือนั้น หลังจากสถานการณ์เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น โดยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวยังคงมีอยู่ถึงสิ้นปี 2566 หลังจากนั้น ธปท.จะทยอยปรับมาตรการเข้าภาวะปกติ (Normalization) โดยจะดึงแรงจูงใจ (Incentive) ที่ให้ธนาคารออก แต่การแก้ปัญหาปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารยังคงดำเนินการต่อเนื่อง
โดย ธปท.จะยังคงติดตาม (Monitor) ธนาคารในการปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้าอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าธนาคารยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่การปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นระยะยาว 5-15 ปี รวมถึงการดูแลลูกค้าต่อเนื่อง เพราะถ้าหากลูกค้าเป็นหนี้เสียขึ้นมาจะเป็นต้นทุนการเงินให้ธนาคารเช่นกัน
ดังนั้น จึงมองว่า แม้ว่าหมดมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว หรือ ธปท.ดึงแรงจูงใจออก ธนาคารยังคงช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่เชื่อว่าจะขยับเพิ่มขึ้นตามการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น แต่คงไม่เกิดเป็นหน้าผาเอ็นพีแอล
ขณะที่มาตรการสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู และพักทรัพย์ พักหนี้ (Ware Housing) จะครบอายุวันที่ 9 เมษายน 2566 นี้ ธปท.และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจะต่อขยายอายุมาตรการเพิ่มอีก 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่สามารถต่ออายุได้อีก 1 ปี ซึ่งก็ต้องรอกระทรวงการคลัง และเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี สำหรับความคืบหน้า ณ วันที่ 13 ก.พ. 2566 “สินเชื่อฟื้นฟูและสินเชื่อเพื่อการปรับตัว” ปัจจุบันสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติแล้ว 212,362 ล้านบาท จำนวน 59,891 ราย เฉลี่ยวงเงิน 3.5 ล้านบาทต่อราย โดยการอนุมัติสินเชื่อมีการกระจายตัวดี ทั้งขนาด ประเภทธุรกิจ และภูมิภาค
สำหรับสินเชื่อเดิม ผู้ได้รับอนุมัติ ประกอบด้วย SMEs (วงเงินสินเชื่อเดิม 5-50 ล้านบาท) ได้รับอนุมัติ 87,248 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 41.1% จำนวน 22,428 ราย คิดเป็นสัดส่วน 37.4% รองลงมาเป็นสินเชื่อธุรกิจ (วงเงินสินเชื่อเดิม >50-500 ล้านบาท) ได้รับอนุมัติ 60,625 ล้านบาท สัดส่วน 28.5% จำนวน 3,764 ราย สัดส่วน 6.3% ส่วน Micro (วงเงินสินเชื่อเดิม ไม่เกิน 5 ล้านบาท) ได้รับอนุมัติ 27,845 ล้านบาทสัดส่วน 13.1% จำนวน 22,099 ราย สัดส่วน 36.9% และลูกหนี้ใหม่ได้รับอนุมัติ 36,642 ล้านบาท สัดส่วน 17.3% จำนวน 11,600 ราย สัดส่วน 19.4%
และเมื่อพิจารณาสินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้ว แยกตามประเภทของธุรกิจพบว่า ธุรกิจการพาณิชย์จำนวนเงิน 102,628 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.3% มีผู้ประกอบการได้รับอนุมัติ 31,923 ราย สัดส่วน 53.3% รองลงมาอุตสาหกรรมการผลิต วงเงิน 46,728 ล้านบาท สัดส่วน 22.00% จำนวน 9,252 ราย สัดส่วน 15.1% ภาคก่อสร้าง วงเงิน 20,039 ล้านบาท สัดส่วน 9.4% จำนวน 5,673 ราย สัดส่วน 9.5% ภาคการบริการ ได้รับอนุมัติวงเงิน 24,270 ล้านบาท สัดส่วน 11.4% จำนวน 8,768 ราย สัดส่วน 14.6%
การสาธารณูปโภควงเงิน 8,221 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.9% จำนวน 2,083 ราย สัดส่วน 3.5% ธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ 5,158 ล้านบาท จำนวน 906 ราย ส่วนเกษตรและการป่าไม้ 4,109 ล้านบาท จำนวน 1,032 ราย การเหมืองแร่และย่อยหิน 950 ล้านบาท จำนวน 165 ราย และอื่น 21 ล้านบาท จำนวน 14 ราย
ทั้งนี้ หากดูสินเชื่อเพื่อการปรับตัว พบว่า มีธนาคารที่ทำโปรดักต์โปรแกรมแล้วทั้งสิ้น 16 ธนาคาร โดยปัจจุบันมีธนาคาร 9 แห่ง ที่เริ่มปล่อยสินเชื่อแล้วจากที่เสนอแผนเข้ามา ซึ่งเป็นการยื่นคำขอรับสินเชื่อทั้ง 3 ด้าน (ดิจิทัล, อินโนเวชั่นและสินเชื่อสีเขียว) ส่วนใหญ่ เป็นคำขอสินเชื่อสีเขียว เพื่อพลังงานทดแทนส่วนใหญ่เป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่เหลือ ด้านการปรับตัวรองรับดิจิทัลวัตถุประสงค์เพื่อทำระบบหลังบ้าน ด้านอินโนเวชั่นเพื่อทำสมาร์ทฟาร์มมิ่ง/เลี้ยงสัตว์ระบบปิด โดยวงเงินที่ปล่อยไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท
“ส่วนสินเชื่อฟื้นฟูอยู่ระหว่างพิจารณาเพราะสามารถขยายระยะเวลาได้อีก 1 ปี แต่ในหลักการ ธปท.ยังคงจะผลักดันให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีบางมาตรการครบกำหนด
โดยที่ผ่านมาลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือลดลงต่อเนื่องจากเดือน ก.ค. 63 แต่ในแง่เทียบรายเดือนเราเห็นตัวเลขลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) เข้ามาเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขสินเชื่อฟื้นฟูก็ไปได้แล้วกว่า 2.12 แสนล้านบาท และพักทรัพย์ พักหนี้ อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าดีจากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 4-5 หมื่นล้านบาท คาดว่าใกล้จะครบอายุ 9 เม.ย.นี้ น่าจะมีการเร่งเจรจาเพิ่มเติม จากก่อนหน้าก็มีบางรายที่ตัดสินใจออก เพราะสถานการณ์ดีขึ้น”