Skip to content

Geopolitical Risk จะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนหรือไม่ ในปี 2023

02 มี.ค. 2566 | 08:02น.
Geopolitical Risk จะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนหรือไม่ ในปี 2023
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ. ทิสโก้

หลังจากในปี 2022 ที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยกดดันสำคัญต่อการลงทุนทั่วโลก คือ เหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ในช่วงแรกไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ล่วงเลยมาถึงปี 2023 สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังไม่คงสิ้นสุดลง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมือง

หรือ Geopolitical Risk ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปัจจัยที่ต้องเริ่มจับตามองอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ยิงบอลลูนสอดแนมของจีนตกเหนือน่านฟ้าสหรัฐ จนมาถึงการเดินทางเยือนยูเครนอย่างไม่คาดคิดของ ปธน. Joe Biden

เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ยิงบอลลูนสอดแนมของจีนตกเหนือน่านฟ้าสหรัฐ เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะตามมาด้วยเหตุการณ์ยิงวัตถุต้องสงสัยตก 3 ลำ ในอีกไม่กี่วันต่อมา อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวัตถุต้องสงสัยอีก 3 ลำที่ถูกยิงตกเป็นของต่างชาติ

ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงบอลลูนตก ถึงแม้ดูจะไม่ได้นำมาซึ่งความรุนแรงทางการทหารในทันทีทันใด รวมถึงไม่ได้ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นมากนัก แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนที่ดูย่ำแย่ลงอยู่แล้ว

อาจจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก เนื่องจากนาย Antony Blinken รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่มีกำหนดการเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งได้เลื่อนกำหนดการเดินทางออกไป

โดยต่อมาหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ชาติได้พบปะเจรจากันถึงประเด็นดังกล่าว ดูเหมือนผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีนัก เมื่อฝ่ายสหรัฐยังคงยืนยันว่า เหตุการณ์บอลลูนล่วงล้ำเข้ามาในน่านฟ้าสหรัฐเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบ

ส่วนทางฝั่งจีนก็โจมตีว่าการยิงบอลลูนตกของสหรัฐเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ นอกจากนี้ทางฝั่งสหรัฐยังเปิดประเด็นกับจีนใหม่ ด้วยการระบุว่า สหรัฐมีข้อมูลที่ระบุว่าจีนกำลังพิจารณาในการส่งอาวุธไปช่วยรัสเซียรบกับยูเครน โดยหลังจากนั้นไม่นาน ปธน. Joe Biden ได้เดินทางไปเยือนกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน แบบไม่มีใครคาดคิด

ซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์และย้ำจุดยืนในการสนับสนุนยูเครน และหากจีนทำการสนับสนุนรัสเซียจริง ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ชาติอาจเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในประเด็นที่ดูเหมือนว่า ความขัดแย้งของสหรัฐกับจีนจะไม่ได้ทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ก็ยังพอมีอยู่บ้าง นั่นคือประเด็น “ไต้หวัน” ที่ในปีที่แล้วนาง Nancy Pelosi อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ตัดสินใจเดินทางไปยังไต้หวัน สร้างความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

แต่ในปัจจุบันหลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจบลง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐคนปัจจุบันเป็นของนาย Kevin McCarthy จากพรรค Republican ซึ่งการที่นาง Pelosi ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญอีกต่อไป หมายความว่า การแสดงออกในการสนับสนุนไต้หวันของ Pelosi จะไม่ได้ทำในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และคงไม่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับจีนเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2022

ด้านสถานการณ์การเมืองในไต้หวันเองก็ดูเหมือนจะช่วยให้ความขัดแย้งระหว่างไต้หวันกับจีนเองดูผ่อนคลายลง เนื่องจากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นของไต้หวันในช่วงปลายปีที่แล้ว พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันได้รับชัยชนะในหลายเขต ถึงแม้ทั้งพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันและพรรค KMT จะหาเสียงโดยยืนยันว่า ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนรัฐบาลจีน

แต่เมื่อเทียบกับพรรค KMT ก็ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลจีนมากกว่า และการที่พรรค KMT ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ของไต้หวันที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2024 การที่พรรค DPP จะรักษาชัยชนะไว้ได้ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายดายนัก

ส่วนประเด็นสงครามรัสเซียกับยูเครนที่เชื่อมโยงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ถึงแม้สหรัฐจะออกมาโจมตีจีนว่า อาจส่งอาวุธไปช่วยรัสเซีย แต่ท่าทีที่จีนแสดงออกมาตลอดก็คือ การระบุว่าจะสนับสนุนสันติภาพ ถึงแม้จะไม่ได้มีทีท่าโจมตีหรือประณามรัสเซียก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงที่จุดชนวนความขัดแย้งมากไปกว่าเดิม สหรัฐกับจีนน่าจะยังสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยที่ไม่ได้มีประเด็นสงครามรัสเซียกับยูเครนเข้ามาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม

ซึ่งเมื่อสำรวจประเด็น Geopolitical Risk ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีนี้ แม้ว่าดูเหมือนความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงเพิ่มเติมขึ้นจากการเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนน่าจะมีไม่มากนัก ทำให้นักลงทุนน่าจะเริ่มเบาใจได้ว่า ปัจจัย Geopolitical Risk จะไม่ได้กดดันการลงทุนรุนแรงเหมือนในปี 2022

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์การเมืองสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนยังคงต้องจับตาและเกาะติดสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างใกล้ชิดเช่นเดิม