เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ : ถ้าย้อนอายุกลับไปประมาณ 25 ปี ผมจะลงทุนอย่างไรในวันนี้ ?

11 มี.ค. 2566 | 21:29น.
ร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เผย ถ้าเขาอายุ 25 จะเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม เพราะผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นไทย ที่เลยจุดรุ่งเรือง และเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่โต บริษัทเติบโตยาก

วันที่ 11 มีนาคม 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า วันที่ 11 มีนาคม 2566 ผมได้ไปพูดให้กับนักลงทุนในงานสังสรรค์ประจำปีของสมาคมไทย VI ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน โดยหัวข้อที่จะพูดนั้นเป็นการตอบคำถามที่ผู้เข้าร่วมส่งมาล่วงหน้าและรวบรวมตอบโดยพิธีกรบนเวที คำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจและคนจำนวนไม่น้อยน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าผมย้อนอายุลงมาเป็นหนุ่มอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ผมจะใช้กลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ?

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศและคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมงานสัมมนาสังสรรค์ประจำปีที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังโควิด-19 สงบ ซึ่งก็พบว่าคนเข้าร่วมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คนส่วนใหญ่มากเป็นคนที่มีอายุประมาณน่าจะ 30 ปีบวกลบ ซึ่งเป็นวัยที่ทำงานมาได้ระยะหนึ่งและสนใจเรื่องของการลงทุนมาก

พวกเขาน่าจะมีการศึกษาสูงอย่างน้อยปริญญาตรีและปริญญาโท มีอาชีพการงานที่มีเงินเดือนดี และมีจำนวนคนเข้าร่วมเป็นผู้หญิงมากขึ้นมาก คนสูงอายุระดับ 40-50 ปีขึ้นไปอย่างที่ผมเคยพบในยุคซัก 4-5 ปีก่อนที่ชอบเข้าร่วมฟังการสัมมนาฟรีมีน้อยมาก

พูดง่าย ๆ นี่คือกลุ่มของ “อีลิท” รุ่นใหม่ที่เอาจริงเอาจังกับการลงทุนและอยากรวยจากตลาดหุ้น เหมือนกับ “เซียนหุ้น” รุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จอย่าง “มหัศจรรย์” ซึ่งรวมถึงผมด้วย และนั่นก็คงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงถามคำถามนี้ เขาอยากรู้ว่าผมที่ประสบความสำเร็จในยุคที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยกำลังรุ่งเรืองจนถึงประมาณอย่างน้อย 10 ปีก่อนจะทำอย่างเดิมหรือใช้กลยุทธ์แบบเดิมไหม ? และเพราะอะไร ?

คำตอบของผมก็คือ ประเทศไทย เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย น่าจะผ่านจุดที่รุ่งเรืองมากมาแล้ว สถานการณ์ขณะนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โดยที่เหตุผลสำคัญก็คือ โครงสร้างประชากรไทยที่คนแก่ตัวลงมาก คนสูงอายุเกษียณจากงานที่มีรายได้สูงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนกลุ่มนี้มีจำนวนเป็นล้านคนต่อปี ซึ่งทำให้รายได้ที่เป็นตัวกำหนดการเติบโตของ GDP ลดลงมาก

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามาทำงานมีรายได้ต่ำและมีจำนวนน้อยลงมากเพราะกลุ่มคนในรุ่นหลังนั้นแต่ละปีมีจำนวนแค่ 7-8 แสนคน และอนาคตก็จะเหลือแค่ปีละ 5 แสนคน เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วมีจำนวนลดลงมาอย่างรวดเร็วเหลือแค่ 5-6 แสนคน

วิธีที่จะรักษารายได้ของคนทั้งประเทศให้สูงขึ้นก็คือการเพิ่มเงินเดือนให้คนทำงานมีรายได้มากขึ้นชดเชยกับรายได้ที่ลดลงเพราะคนแก่ตัวและคนเกิดน้อยลง แต่นี่ก็อาจจะทำได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะถ้าเงินเดือนหรือรายได้เพิ่มขึ้นโดยที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่เพิ่มขึ้น ในที่สุดก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อซึ่งทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่มีประโยชน์ และนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจหรือ GDP ไม่เติบโต

และถ้า GDP ไม่เติบโต ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็จะเติบโตได้ยาก ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหน และนั่นก็ทำให้ราคาหุ้นส่วนใหญ่ไม่ไปไหน การเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวก็จะยากขึ้นมาก และการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนับจากวันนี้ก็อาจจะต้องเป็นการเทรดหรือซื้อขายหุ้นที่ไม่โต ต้องซื้อหุ้นที่ตกลงมาแรงและรอขายจังหวะที่มันจะขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้น ถ้าผมอายุ 25 หรือ 30 ในวันนี้ สิ่งที่ผมจะทำก็คือ ผมคงต้องไปเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามที่ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตเร็วคล้าย ๆ กับประเทศไทยเมื่อซัก 15-20 ปีก่อน และผมก็คงใช้กลยุทธ์แบบที่เคยทำในช่วงเวลานั้น คือลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” โดยไม่คำนึงถึงปัญหาระยะสั้นที่เกิดภาวะวิกฤตในตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเวลานี้ แล้วก็ถือยาวอาจจะเป็นอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเมื่อหุ้นเหล่านั้นโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหุ้นใหญ่หรือหุ้นยักษ์อย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย

วิธีการเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อกก็คงทำอย่างที่ผมเคยทำในตลาดหุ้นไทยนั่นคือ หาเมกาเทรนด์ในเวียตนามในช่วงเวลานี้ ซึ่งก็เป็นในแทบทุกอุตสาหกรรม อาทิ ค้าปลีกสมัยใหม่ ช็อปปิงมอล ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จะมาแทนที่ตลาดสด สนามบิน โรงแรมและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนที่รวยขึ้นอย่างรวดเร็วต้องการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนั้น เวียดนามเองก็ยังมีภาคธุรกิจแนว “ไฮเท็ค” ที่สามารถแข่งขันได้กับทั่วโลก เช่น ธุรกิจรับจ้างเขียนโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ให้กับธุรกิจและเกมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้กับบริษัทระดับโลกอื่น ๆ โดยที่เวียตนามทำได้เพราะคนเวียดนามมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์สูงแต่ต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าคู่แข่งมาก

ถัดจากเรื่องของเมกาเทรนด์แล้วก็คือต้องหา “ผู้ชนะ” ในอุตสาหกรรมให้พบ ซึ่งเวลานี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีบริษัทที่กำลัง “นำ” อยู่ในหลายอุตสาหกรรม แม้ว่าช่วงนี้หลายบริษัทก็กำลังประสบปัญหาจากเหตุการณ์ “ชั่วคราว” ที่เกิดเรื่องของการจับคนทำผิดและคอร์รัปชันของทางการ ซึ่งส่งผลให้ตลาดพันธบัตร “ล่มสลาย” และทำให้บริษัทพัฒนาอสังริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยล้มละลาย เช่นเดียวกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นมาก

ทั้งหมดนี้ คล้าย ๆ กับเป็นภาวะ “Perfect Storm” คือเรื่องเลวร้ายหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งทำให้หุ้นและดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงมาก แต่นี่ก็ทำให้ “เกิดโอกาสครั้งใหญ่” เพราะทำให้ราคาของหุ้นที่อยู่ในเมกาเทรนด์ และกำลังเป็นผู้ชนะ มีราคาที่ถูกหรือยุติธรรมมาก นั่นคือ หุ้นมีค่า PE ปกติอยู่ในระดับไม่เกิน 20-25 เท่า และเป็นหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการเติบโตระยะยาวในระดับ 2 หลัก ซึ่งทำให้เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ที่ราคาอาจจะขึ้นไปได้อีกหลายเท่าตัว

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมจะทำถ้าวันนี้ผมอายุ 25-30 ปี เริ่มมีเงินเหลือเก็บและลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตอีกเป็นสิบ ๆ ปี และหวังว่าวันหนึ่งก่อนเกษียณตามเกณฑ์มาตรฐานผมอาจจะมีอิสรภาพทางการเงิน หรือมีความมั่งคั่งเป็น “คนรวย” หรือแม้แต่เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีอย่างที่เซียนหุ้นหลายคนในตลาดหุ้นไทยเป็นในวันนี้

แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นอาจจะไม่จริง สิ่งที่ผมคิดอาจจะไม่เกิดขึ้น เวียดนามในอนาคตอาจจะไม่เหมือนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน อุปสรรคมีร้อยแปด เช่น ระบบการปกครองที่ไม่เหมือนกันอาจจะทำให้เส้นทางเดินของเวียตนามไม่เป็นแบบไทยในวันนี้แต่ “ล้มเหลว” เพราะผู้ปกครอง “เปลี่ยนนโยบาย” กลับไปสู่ระบบเดิมและไม่มีใครไปขวางได้ เกิดเหตุไม่คาดคิดเช่น เกิดสงครามระหว่างประเทศและเกี่ยวข้องกับเวียตนามที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยลง เป็นต้น

ดร.นิเวศน​์

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจอาจจะตามไทยได้ทันตามแผน แต่ในภาพเล็กที่เป็นเรื่องของหุ้นนั้น การเติบโตของธุรกิจและราคาหุ้นก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างในตลาดไทยที่ผู้นำสามารถ “กินรวบ” จนรายได้และกำไรโตเร็วมากจนทำให้หุ้นขึ้นไปยาวนานและสูงมาก พูดง่าย ๆ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะเหมือนเมืองไทย แม้ว่าลักษณะของประเทศเวียตนามและไทยรวมถึงผู้คนของทั้งสองประเทศจะคล้ายกันมากทางด้านของวัฒนธรรม

แต่ถ้าผมต้องเลือกระหว่างไทยกับเวียตนามในวันนี้ว่าอนาคตประเทศหรือตลาดหุ้นไหนจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ผมคิดว่าเวียดนามน่าจะได้เปรียบมาก ถ้าจะพูดแบบกำปั้นทุบดินก็คือ “เวียดนามมีลุ้นมากกว่า” มองในระดับ “อินเตอร์” ก็จะเห็นได้ชัดว่า เวียดนามนั้น เป็น “ตลาดแห่งอนาคต” ส่วนตลาดไทยนั้น ดูคล้าย ๆ กับ “อดีต” ที่เปลี่ยนแปลงยาก

สุดท้ายที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถึงผมจะเลือกไปลงทุนในตลาดเวียดนาม โอกาสที่ผมจะรวยแบบในตลาดหุ้นไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้านั้นก็น่าจะน้อยมาก เพราะผมคิดว่า ความร่ำรวยที่ได้จากตลาดหุ้นไทยในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น “โชค” น่าจะมีส่วนเกิน 60-70% ขึ้นไป โชคที่ว่าก็คือ เราเริ่มลงทุนในช่วงเวลาที่เป็น “ยุคทอง” ของการลงทุนแบบ VI ในตลาดหุ้นไทย ถ้าไม่ได้แย่เกินไป ยังไงก็ชนะ ยังไงก็รวย ฝีมืออาจจะเป็นส่วนประกอบเท่านั้น และต่อจากนี้จะทำไม่ได้อีกแล้ว