คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
วิกฤตศรัทธาในภาคการเงินการธนาคารยังคงดำเนินอยู่ต่อไป โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรป เห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารขนาดกลางในสหรัฐ แห่กันกู้ยืมตามกลไกใหม่ของกองทุนสำรองแห่งรัฐบาลกลาง (เฟด) ของสหรัฐอเมริกากว่า 152,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงไม่กี่วัน
ขณะที่ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ปริมาณเงินในกองทุนต่าง ๆ ที่เข้าซื้อขายในตลาดเงินขยายตัวเพิ่มขึ้นมากในเดือนมี.ค. หลังจากเกิดวิกฤตธนาคาร เม็ดเงินถูกถอนออกจากธนาคารต่าง ๆ มาลงทุนในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราเพิ่มขึ้นมากถึง 286,000 ล้านดอลลาร์
ในยุโรปหุ้นในภาคการเงิน โดยเฉพาะหุ้น “ดอยช์แบงก์” ธนาคารใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ถูกเทขายสนั่นเมื่อ 24 มี.ค.จนมูลค่าลดวูบถึง 15% เล่นเอา “โอลาฟ โชลตซ์” นายกรัฐมนตรีต้องออกมาแถลงยืนยันความมั่นคงของธนาคาร
คริสตัลลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยอมรับในสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีที่จีนในเวลาต่อมาว่า เสถียรภาพทางการเงินของโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสูงมาก หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารในสหรัฐและยุโรป
ความเสี่ยงมีมากจนทำให้ “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษ” และทุกฝ่าย “จำเป็นต้องเฝ้าระวัง” สถานการณ์ให้ดี
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ จอร์จีวา รวมทั้งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคธนาคารครั้งนี้ เป็นผลพวงจากความพยายามเปลี่ยนผ่าน “อย่างรวดเร็ว” จากยุคของอัตราดอกเบี้ยต่ำมากไปสู่สภาวะดอกเบี้ยสูง ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้งภาวะเงินเฟ้อ
ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการอย่าง “ธารมาน ชานมุขรัตนัม” ประธานองค์การการเงินแห่งสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “ผลลัพธ์ขั้นต้น” ของความไร้เสถียรภาพ ซึ่งเกิดจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำหรือติดลบเป็นระยะเวลานานในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว อันเป็น “นโยบายมหภาคที่ผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดในรอบ 70 ปี”
แต่แม้ส่วนใหญ่จะเล็งเห็นถึงรากอันเป็นที่มาของวิกฤตในภาคธนาคารแต่นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้คาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาแตกต่างกัน
ขณะที่จอร์จีวาเล็งเห็นว่า สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด กลับเตือนว่า สิ่งที่เกิดขึ้น “มีแนวโน้มที่จะทำให้สินเชื่อเกิดตึงตัวมากขึ้น” ทั้งสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจตามมา
ทรรศนะของพาวเวลล์ ทำให้นักวิเคราะห์ หลายคนพูดถึง “ภาวะสินเชื่อตึงตัว” เมื่อธนาคารทั้งหลายพยายามลดความเสี่ยงด้วยการลดการปล่อยกู้ต่อบุคคลและธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งในกรณีที่ร้ายแรงสามารถนำไปสู่ “ภาวะวิกฤตสินเชื่อ” เมื่อบรรดาธนาคารปฏิเสธการปล่อยกู้ให้กับธนาคารด้วยกันเองขึ้นตามมา
สิ่งที่มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับวิกฤตสินเชื่อก็คือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เพราะในกรณีที่เกิดภาวะตึงตัวอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะงักงันได้ แต่ถ้าตึงตัวหนักและยาวนานก็อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตที่สามารถฉุดเศรษฐกิจให้ถดถอยได้นานหลายปี
“เจฟฟรีย์ แซกส์” ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐและยุโรป กำลังเผชิญปัญหาที่ย้อนแย้งในตัวอยู่ในเวลานี้ เพราะการปล่อยกู้ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาให้กับภาคธนาคาร จะส่งผลกระทบต่อความพยายามในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อของตนเอง กลายเป็นการชดเชยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตนเองไปในตัว
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลในการสกัดภาวะเงินเฟ้อ แต่ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้กับระบบธนาคาร ทำให้โอกาสเกิด “bank run” มีมากขึ้น ถ้าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ ภาวะเงินเฟ้อสูงก็จะยังคงอยู่ต่อเนื่องต่อไป
ถ้าจะช่วยระบบธนาคารไปพร้อม ๆ กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปด้วย เจฟฟรีย์ แซกส์ ระบุว่า ทำได้ เหมือนอย่างที่พยายามทำกันอยู่ในเวลานี้ แต่ก็ต้องแลกด้วย “ค่าตอบแทน” มหาศาลเช่นกัน
แซกส์เชื่อว่าในเวลานี้ “สหรัฐและยุโรป” กำลังประสบภาวะ “stagflation” คือเศรษฐกิจซบเซาฝืดเคือง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงไปพร้อม ๆ กัน
เขาชี้ว่า การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคารพร้อม ๆ กับการขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ stagflation ที่เผชิญอยู่หนักหนาสาหัสมากขึ้น และ “เป็นไปได้ที่จะกดดันจนสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตกลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”
ภาพรวมทั่วโลกก็เลวร้ายไม่แพ้กัน เพราะในทางหนึ่งย่ำแย่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ก่อนแล้ว และถูกซ้ำเติมจากภาวะสงครามจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งกลายเป็นการ “ดิสรัปต์” ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เนื่องจากมีการแซงก์ชั่นรัสเซียขึ้นตามมา ต่อด้วยปัญหาตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
ทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ผ่านการทำลายห่วงโซ่ซัพพลาย, ทำให้ต้นทุนและราคาสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตลดต่ำลง
เจฟฟรีย์ แซกส์ เชื่อว่า สันติภาพและความร่วมมือซึ่งกันและกันเท่านั้น เป็นทางแก้ที่ดีที่สุดในเวลานี้