คอลัมน์ : Tech Times ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
อิตาลีกลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งแบน ChatGPT ปลายมี.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลของอิตาลี หรือที่รู้จักในนาม Garante กล่าวหา OpenAI ซึ่งเป็นเจ้าของ ChatGPT ว่าไม่มีการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานที่ดี หลังมีข่าวว่าระบบปล่อยให้บุคคลอื่นมองเห็นหัวข้อการสนทนาของผู้ใช้งานอีกคน
แม้ OpenAI จะบอกว่าปัญหาเกิดจาก Bug และแก้ไขแล้ว แต่ Garante มองว่า การเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลปริมาณมหาศาลของ ChatGPT อาจเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายรองรับ หรืออาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลนั่นเอง
Garante ยังแสดงความ “กังวล” ต่อการที่ไม่มีการกำหนดอายุผู้ใช้งาน และการที่ ChatGPT มี “ความสามารถ” ในการให้ข้อมูลที่บิดเบือน
ผลที่ตามมาคือ OpenAI ต้องหยุดให้บริการ ChatGPT ทันที และเสี่ยงโดนปรับสูงถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ทั่วโลกต่อปี หากไม่นำเสนอมาตรการแก้ไขภายใน 20 วัน
ไม่กี่เดือนที่ ChatGPT กลายเป็นขวัญใจมหาชนสร้างชื่อให้วงการ AI เพราะแสดงศักยภาพของ generative AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม เสน่ห์ของ ChatGPT อยู่ที่การเป็นระบบเปิดที่ใช้งานง่าย ทำให้ใคร ๆ เข้าถึงได้ ทำให้ ChatGPT เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังเห่อใช้กันสนุกสนานผู้คุมกฎหลายประเทศก็เริ่มไม่สบายใจเกรงว่าจะมีการนำเจ้าแชตบอตอัจฉริยะมาใช้เป็นเครื่องมือปล่อยเฟกนิวส์เพื่อสร้างความเสียหายให้บุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะแวดวงการเมืองและยังกลัวว่าการใช้ AI จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาชีพของมนุษย์ และก่อให้เกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การเหยียด หรือการเลือกปฏิบัติ
หลายประเทศเริ่มเข้ามาควบคุมเช่น อังกฤษมีแผนใช้กฎระเบียบเดิมของแต่ละอุตสาหกรรมกำกับดูแลการใช้ AI กำหนดให้บริษัทคำนึงถึงหลักการที่ว่าด้วยความปลอดภัย โปร่งใส เป็นธรรม รับผิดชอบ และมีความสามารถในการแข่งขันทุกครั้งที่ใช้ AI
อังกฤษไม่ได้ต้องการแบน ChatGPT เสียทีเดียวแต่ต้องการกำชับให้มีการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ และต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ผู้บริโภค เพราะรัฐบาลมองว่า AI มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งการไม่เลือกแนวทางนี้ช่วยให้อังกฤษไม่ตกเทรนด์ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขณะที่ภาครัฐก็ยังแทรกแซงการใช้งานได้ทันท่วงที
ตรงกันข้ามกับประเทศกลุ่ม EU ที่คิดต่าง โดย EU เสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการใช้ AI โดยเฉพาะ หรือ European AI Act หากผ่านเป็นกฎหมายจะเห็นการคุมเข้มการใช้งาน AI ในหลายด้าน โดยเฉพาะในกิจกรรมที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และระบบยุติธรรม คาดว่าจะบังคับใช้ควบคู่ไปกับ EU’s General Data Protection Regulation ที่กำกับดูแลการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทต่าง ๆ
รอยเตอร์รายงานว่า ร่าง European AI Act กำหนดให้ ChatGPT อยู่ในหมวด High-risk AI ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงต้องกำกับดูแลการใช้งานเคร่งครัด โดยบริษัทที่ใช้ต้องผ่านการ ประเมินความเสี่ยงที่เข้มงวดต้องกรองข้อมูลที่ป้อนเข้าอัลกอริทึมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติด้วย
ประเทศสมาชิกบางประเทศก็เริ่มมองอิตาลีเป็นต้นแบบ โดย CNBC รายงานว่า คณะกรรมการกำกับดูแลข้อมูลของเยอรมนีให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า โดย “หลักการ” แล้ว เยอรมนีทำตามแนวทางของอิตาลีได้ ขณะที่ผู้คุมกฎของฝรั่งเศสและไอร์แลนด์ติดต่อกับผู้คุมกฎขอข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของอเมริกาก็มีแนวทางการใช้งานและการพัฒนา AI เพื่อให้บริษัทเอกชนนำไปใช้ในจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบ แต่อเมริกาใช้แนวทาง “สมัครใจ”
ฝั่งเอเชีย พี่ใหญ่อย่างจีนขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ ChatGPT ไม่เปิดให้บริการในจีน รวมทั้งประเทศที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเกาหลีเหนือ อิหร่าน และรัสเซีย จีนเลยไม่รู้จะแบนใคร
ไม่กี่เดือนก่อน บิ๊กเทคจีนหลายราย เช่น Baidu Alibaba JD.com ประกาศว่ากำลังพัฒนา AI คล้าย ๆ ChatGPT หากมีการเปิดในอนาคต ก็คงหนีไม่พ้นโดนตรวจสอบเช่นกัน โดยกฎระเบียบที่น่าจะนำมาใช้ เช่น กฎที่ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม deepfakes (รูป วิดีโอ ข้อความ ที่เกิดจากการตัดต่อด้วย AI) ที่เพิ่งคลอดออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว และกฎระเบียบที่ว่าด้วยการควบคุมการใช้อัลกอริทึมในการแนะนำข้อมูลที่กำหนดให้บริษัทต้องนำส่งรายละเอียดอัลกอริทึมให้ผู้คุมกฎพิจารณาก่อนนำไปใช้
ไม่ว่าท้ายสุดจะมีการควบคุม ChatGPT รูปแบบไหน หรือพัฒนา AI ไปในทิศทางใดอีก ยังต้องจับตาดูต่อ เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ทุกวันนี้ไม่ต่างอะไรกับการยื่นดาบสองคมที่มีทั้งคุณและโทษให้ผู้ใช้ได้เสมอ