เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
Economic น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ รายเดียว ยื่นข้อมูลเท็จถือหุ้น TRUE
Finance ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ รายเดียว ยื่นข้อมูลเท็จถือหุ้น TRUE
ปกรณ์ เผยตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น จบแล้ว มีภาครัฐ-เอกชนเอี่ยวนับ 100 ชีวิต
Politics ปกรณ์ เผยตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น จบแล้ว มีภาครัฐ-เอกชนเอี่ยวนับ 100 ชีวิต
‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
Politics ‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
Politics รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
Finance EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
Real Estate จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
Politics นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
Economic ‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
Tech จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
ดูทั้งหมด

วงการโรงกลั่น วิเคราะห์สนั่น ดีลควบรวมบางจาก-เอสโซ่ 11 เม.ย. 66 ฉลุย

10 เม.ย. 2566 | 10:28น.
บางจาก-เอสโซ่

งวดเข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับกระบวนการควบรวมธุรกิจ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือเอสโซ่ อภิมหาดีล 55,500 ล้านบาท ที่ประกาศไปเมื่อค่ำคืนวันที่ 11 มกราคม 2566 กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ในวันที่ 11 เมษายน 2566 นี้

ซึ่งได้บรรจุวาระพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญและการทำราคาเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดใน บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามความเห็นคณะกรรมการบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าการเข้าทำธุรกรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท เนื่องจากจะทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการดาเนินธุรกิจของบริษัท ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ดีลควบรวมบางจากคุ้มแสนคุ้ม

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ฝ่ายบางจาก “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากได้เคยออกมาระบุว่า ดีลนี้คือกลยุทธ์ระยะยาวที่บางต้องขยายโรงกลั่นแห่งที่ 2 จากเดิมโรงกลั่นบางจากมี 1 แห่งที่สุขุมวิท กำลังการผลิต 174,000 ล้านบาร์เรล “ยากจะขยาย” เขาจึงใช้เวลาเจรจาดีลนี้ถึง 1 ปี นับจากเดือนเมษายน 2565

สิ่งที่ “บางจาก” ได้รับจากดีลนี้เรียกว่า “คุ้มแสนคุ้ม” เพราะได้ “สินทรัพย์” ไม่รวมแบรนด์ จะประกอบด้วย 1) น้ำมันดิบ 7.4 ล้านบาร์เรล คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 25,000 ล้านบาท 2) การลงทุนในท่อส่ง 5,000 ล้านบาท 3) ที่ดิน 800 ไร่ ไร่ละ 15 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท

4) สถานีบริการน้ำมัน 700 สาขา สาขาละ 20 ล้านบาท รวม 15,000 ล้านบาท “หากรวมเฉพาะ 1-4 จะเท่ากับมูลค่าสินทรัพย์ 55,000 ล้านบาทแล้ว ยังไม่รวม ‘โรงกลั่นน้ำมันขนาด 174,000 ล้านบาทบาร์เรล และโรงงานพาราไซลีน ขนาด 500,000 ตันที่บายโปรดักส์’ อีกเท่ากับบางจากได้ 2 โรงนี้มาฟรี ๆ” นายชัยวัฒน์กล่าว

และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การ Synergy ธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ แยกเป็นต้นน้ำกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 120,000 ล้านบาร์เรลเพิ่มอีก 174,000 ล้านบาร์เรล รวม 294,000 ล้านบาร์เรล ทำให้โรงกลั่นบางจากขึ้นเป็นเบอร์ 1 “แซง” บมจ.ไทยออยล์ โรงกลั่นที่มีกำลังการผลิต 275,000 ล้านบาร์เรลทันที แถมพ่วงด้วยกลางน้ำคือ โรงงานบายโปรดักส์พาราไซลีนอีก 500,000 ตัน และยังได้วางหมากว่าหลังจากนี้โรงกลั่นบางจาก 1 จะใช้สำหรับกลั่น “ไบโอเบส” เช่น น้ำมันไบโอเจ็ตที่กำลังลงทุนก่อสร้างอยู่คาดว่าจะเสร็จสิ้นปี 2567

วงในวิเคราะห์ดีลฉลุย

ขณะที่วงการโรงกลั่นต่างวิเคราะห์ถึงอภิมหาดีล 55,000 ล้านบาท ว่าน่าจะผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นแบบ “ฉลุย” เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องสกัดดีลนี้

“ดีลนี้น่าจะผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น เพราะโรงกลั่นของบางจากปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตอาจจะสู้ไม่ค่อยได้ เพราะทำเลห่างไกลจำเป็นต้องขนส่งน้ำมันดิบจากท่าเทียบเรือเข้ามากลั่น และ 2.เป็นเรื่องที่ดินที่ตั้งโรงกลั่น ปัจจุบันใช้ ‘ที่ดินทรัพย์สิน’ ซึ่งกำลังจะหมดสัญญาในอีกไม่กี่ปี หากบางจากจะต่อสัญญาอาจจะเหนื่อย เพราะ ตรงพื้นที่นั้นเป็นโรงกลั่นเก่าในเมือง ใกล้ชุมชน ส่วนจะขายต่อให้ใคร ก็จะมีใครซื้อโรงกลั่น มันเก่ามานานอาจจะไม่คุ้มที่จะต่อ”

ดังนั้น การผลักดันดีลนี้ให้สำเร็จจะเป็นทางออก เพราะหากเทียบต้นทุนการผลิต ถ้าโรงกลั่นริมทะเล น้ำมันดิบมาจากเรือก็สามารถโหลดขึ้นได้เลย แต่กรณีบางจาก็ต้องขนส่งอีกต้นทุนก็สูงสู้ไม่ได้ และหน่วยกลั่นบางหน่วยก็ผลิตมานานหลายปี

ขณะที่ค่ายคู่แข่งอย่าง ปตท.มีการปรับปรุงในส่วนของโรงกลั่นไทยออยล์ เพราะมีอายุหลายปี แต่หากเทียบกันแล้ว “ไทยออยล์” ก็ไม่มีปัญหาเรื่องที่ดิน และที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีควาเหมาะสม อยู่ริมทะเลสามารถรับน้ำมันดิบจากเรือลำใหญ่ ๆ ได้ไม่ต้องขนส่งเป็นระยะทางไกล ๆ

โรงกลั่นลดการแข่งขัน

ประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ การควบรวมธุรกิจนี้จะทำให้จำนวนโรงกลั่นในประเทศลดลงจากเดิม 4 กลุ่มก็จะเหลือแค่ 3 กลุ่ม นำมาสู่การมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่

ในวงการโรงกลั่นยังมองอีกว่า การ Synergy เป็นสิ่งที่ปัจจุบันโรงกลั่นหลายค่ายทำอยู่ แม้ว่าเบื้องหน้าฉากอาจจะเป็นคู่แข่ง แต่ภายในระบบการบริหารจัดการ แต่ธุรกิจมีการประสานงานกันในหลายเรื่อง เช่น การสวอฟน้ำมัน บางครั้งหากปั๊มน้ำมันในกรุงเทพต้องการใช้น้ำมัน ก็ซื้อจากโรงกลั่นบางจาก เพราะอยู่ในเมือง หรือบางครั้งอีกค่ายสินค้าขาดต้องมาซื้อจากอีกค่ายไปใช้ก่อน “ซึ่งต้องยอมรับว่าในทางการตลาดแข่งกันก็แข่งไป แต่ในทางโอเปอเรชั่นอะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกัน”

อนาคตกำลังการผลิตประเทศหลังควบรวม

การควบรวมธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงการลดกำลังการผลิต ดังนั้น การใช้กำลังการผลิตจะยังมีเท่าเดิม ซึ่งสำหรับประเทศไทยการผลิตและการใช้อยู่ในภาวะที่สมดุล มีเหลือส่งออกบ้าง แต่หากในอนาคต มีการเพิ่มกำลังการผลิตก็จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ๆ เพิ่ม ดังนั้นประเมินว่า จะไม่กระทบต่อผู้ค้าปลีกน้ำมันที่ใช้น้ำมันจากแต่ละค่าย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า อนาคตอันใกล้นี้บางจากและเอสโซ่จะยังไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ในทางตรงกันข้าม อาจจะ “ลด” เช่น หากบางจากใช้โรงกลั่นเอสโซ่ที่ศรีราชาเป็นหลักแล้ว และมีแรงกัดดันจากเรื่องต้นทุนค่าขนส่งและเรื่องที่ดิน สำหรับโรงกลั่นในกรุงเทพฯ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจจะ “ปิดโรงกลั่น” ที่กรุงเทพฯ เป็นต้น

สุดท้าย วงการโรงกลั่นน้ำมันมองว่า แต่ละค่ายต้องมุ่งปรับปรุงธุรกิจโรงกลั่นให้มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ประสิทธิภาพสุงที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลา การใช้น้ำมันเริ่มใช้น้อยลง เชื่อได้ว่า “โรงกลั่น” ท้าย ๆ แถวที่ผลิตแล้วไม่คุ้มจะปิดตัวลงก่อนเพราะสู้ไม่ได้ แต่โรงกลั่นเป็น “Last man Standing” กว่าจะมาถึงวาระนั้นคงใช้เวลา 30-40 ปี และช่วงเวลานั้น เมื่อจำนวนโรงกลั่นปิดตัวลงมากขึ้น จะเป็นโอกาสของผู้ที่ยืนหยัดอยู่คนสุดท้ายก็เป็นได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บางจาก (BCP) เอสโซ่