เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อ่อนนุช
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อ่อนนุช
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

สแตนชาร์ต มองรัฐบาลใหม่-ท่องเที่ยวหนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังโต 5.7%

20 เม.ย. 2566 | 15:14น.
ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินจีดีพีไทยปี’66 เหลือ 4.3% จาก 4.5% มองเศรษฐกิจฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง 5.7% หลังรัฐบาลใหม่ หนุนภาคท่องเที่ยว-การบริโภคภายในประเทศ ชี้ 3 ปัจจัยหนุน กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า 1 ครั้ง ไปแตะ 2.25% เหตุเศรษฐกิจฟื้นตัว-เงินเฟ้อเพิ่ม-ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ มองค่าเงินบาทแข็งค่าสิ้นปี 34.00 บาทต่อดอลลาร์

วันที่ 20 เมษายน 2566 ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ลงเหลือ 4.3% จากเดิมอยู่ที่ 4.5% โดยในช่วงครึ่งแรกของปีจะขยายตัวอยู่ที่ 2.9% และในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 5.7% ซึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจะมาจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ภายหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่

ทั้งนี้ ภายใต้จีดีพีขยายตัว 4.3% มองว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ไทยยังมีความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อภาคการส่งออกให้ชะลอตัวลง สะท้อนจากตัวเลขในไตรมาสที่ 4/65 ขยายตัวติดลบ 10% และกลับมาเป็นบวก 5% ในไตรมาสที่ 1/66 ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากมีความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมาสนับสนุนการบริโภคในประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวได้ดี โดยธนาคารประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีอยู่ที่ 25 ล้านคน ซึ่งจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนราว 5 ล้านคน จากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วราว 8 ล้านคน ซึ่งมีโอกาสเพิ่มกว่าที่คาดการณ์ไว้ 25 ล้านคน จากนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้

“จีดีพีเดิมเรามองขยายตัว 4.5% ลงมาอยู่ที่ 4.3% แม้ว่าเราจะปรับลดลง แต่ยังคงอยู่ในโซนขยายตัวสูง ส่วนหนึ่งมาจากครึ่งแรกเรามองเศรษฐกิจชะลอจากเศรษฐกิจโลกชะลอกระทบส่งออก และในช่วงครึ่งหลังจีดีพีจะกลับมาจัมพ์สูงขึ้นจากท่องเที่ยวและรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของประเทศไทย และเป็นปัจจัยบวกเศรฐกิจไทย”

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง อยู่ที่ 0.25% จาก 1.75% เป็น 2.00% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal Rate) อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 1 ครั้งอยู่ที่ 2.25%

ซึ่งมาจาก 3 ปัจจัยสนับสนุนให้ปรับดอกเบี้ยขึ้นคือ 1.เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แตกต่างจากสหรัฐที่อยู่ในช่วงชะลอตัว 2.เงินเฟ้อที่จะทยอยกลับมาเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4/66 จากภาคการท่องเที่ยว อาจจะเอื้อการขึ้นดอกเบี้ย โดยธนาคารมองว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 2.1% ซึ่งไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 4% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.7% ไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 1.2% และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 1.6%

และ 3.คอมเมนต์จาก ธปท.เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ที่จะต้องไม่ติดลบ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นลบอยู่ ดังนั้น จึงเอื้อต่อการขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพื่อให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็น 0 หรือบวกเล็กน้อย

Advertisement

ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาท มองว่าแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่ากลางปีนี้อยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ และขยับดีขึ้นในปลายปีโดยกรอบอยู่ที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ จากแนวโน้มท่องเที่ยวที่ดีขึ้น และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับสหรัฐลดดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และเงินบาทแข็งค่าขึ้น

“เศรษฐกิจโลกปีนี้ความผันผวน เราจะอยู่ในความไม่แน่นอนอีก 3-6 เดือน ซึ่งเรามองว่าดอกเบี้ยสหรัฐใกล้จุดสูงสุดแต่ยังไม่สูงสุด โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้ง 0.25% ต่อปี อยู่ที่ 5.25% และในเดือนพฤศจิกายนจะเริ่มลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 5.00% และปี’67 ปรับลดลงอีก 3 ครั้ง เหลือ 4.75% ต่อปี แต่สิ่งสำคัญคือความผันผวน”

ดร.ทิมกล่าวว่า สำหรับมุมมองของนักลงทุนต่อการเมืองไทยนั้น มองว่าการเมืองช่วงเลือกตั้งไม่น่าจะมีปัญหา และเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 นักลงทุนยังคงมีคำถาม 3 คำถาม ได้แก่ 1.รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลชุดใหม่มีเสียงข้างมากหรือเสียงปริ่มน้ำ

2.แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมและได้รับคะแนนเสียงสูงสุดหรือไม่ และ 3.นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่มาจากพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดหรือไม่ ซึ่งทั้ง 3 คำถามจะนำมาสู่ทิศทางการเมืองของไทยต่อไป แต่ธนาคารไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงหรือความผันผวนแต่อย่างใด

ขณะที่นโยบายการหาเสียงในเรื่องของการแจกเงิน มอง 3 ด้านคือ 1.ทุกพรรคการเมืองจะเน้นมุมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 2.นโยบายสามารถมีการปรับเปลี่ยนได้ เพื่อให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่ดีที่สุด ซึ่งต้องรอดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2567 และ 3.บริบทเศรษฐกิจโลกและไทยอาจเปลี่ยนแปลงไป เมื่อถึงตอนนั้นเศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายอาจเปลี่ยนไป

“เรามองการเลือกตั้งเป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจที่จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเรื่องคะแนนเสียงอาจจะตอบได้ยาก แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งรอบนี้จะมีเสถียรภาพและเอกภาพกว่า 4 ปีก่อน เนื่องจากมีพรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาลอาจจะไม่เยอะเหมือนรอบที่แล้วกว่า 20 พรรค ทำให้การตัดสินใจนโยบายจะมีเสถียรภาพและเอกภาพชัดเจน”