Skip to content

นพ.พรหมินทร์ เพื่อไทยต้องแลนด์สไลด์ ป้องกันจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 

02 พ.ค. 2566 | 18:52น.
นพ.พรหมินทร์ เพื่อไทยต้องแลนด์สไลด์ ป้องกันจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 

หมอมิ้งฉายภาพจุดเด่น อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา-ชัยเกษม ทุกคนคือทีมเดียวกัน ประกาศทวงคืนประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี แลนด์สไลด์ป้องกันรัฐบาลเสียงข้างน้อย

วันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เครือมติชน ร่วมกับเครือเดลินิวส์ จัดงานดีเบตการเมือง ในธีม มติชน เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย เวที “สงคราม 9 พรรค The Last War” โดยเวทีแบ่งออกเป็น 3 รอบ โดยรอบที่ 3 เป็นรอบ “แม่ทัพ วิสัยทัศน์ และสัญญาประชาคม” โดยให้แคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรคการเมือง กล่าวถึงนโยบายของพรรคและตอบคำถามจากกองบรรณาธิการ

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคเพื่อไทย (พท.) ฉายวิสัยทัศน์ “เพื่อไทยที่จะทวงคืนประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี”

– ฝ่ายประชาธิปไตยต้องเอาชนะเสียงให้ได้มากที่สุด เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลป้องกันเสียงข้างน้อย

– ให้พรรคการเมืองต่าง ๆ มารวมเสียงกันได้เพื่อคานเสียงของ ส.ว. โดยมีนโยบายดี ๆ ที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม

– การต่อสู้ทางการเมืองที่แท้จริงเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เราจึงเน้นการสร้างรายได้ให้คนทุกกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าพลังของประชาชนต้องถูกปลดปล่อยให้มีเสรีภาพ

นพ.พรหมินทร์ กล่าวฉายภาพการแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสได้ว่า ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่าย รายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำให้เกิดการสร้างหนี้ ดังนั้น การ “ห้ามเลือด (หนี้)” เบื้องต้นในการที่จะห้ามเลือดก็ต้องไปหยุดหนี้

– มีโครงการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี เราจะปรับลดค่าพลังงานทันที ทุกเรื่องเรามีมาตรการชัดเจน เพราะเคยบริหารเรื่องเหล่านี้มาแล้ว และเราต้องปรับวิธีคิดจากการเกษตรดั้งเดิมเป็นการเกษตรก้าวหน้า

– ใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เราจะปลูกพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดและถั่วเหลือง รวมถึงการเลี้ยงโคเพื่อส่งออก เรามั่นใจว่าเราทำเรื่องเหล่านี้ได้

– เปิดเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งเราจะแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

ส่วนนโยบายด้านการศึกษา-สังคม นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า

– แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คนที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา เราเสนอหลักสูตร Learn to Learn การแจกแท็บเลตฟรี

– ปัญหาเรื่องยาเสพติดก็ต้องถูกจัดการไปด้วย โดยเราจะจัดการอย่างเด็ดขาดในเรื่องของการยึดทรัพย์ เราจะทำให้ระบบราชการเป็นระบบดิจิทัล

“ทุกคนคงเคยได้ยินว่า เราจะเติมเงินดิจิทัลวอลเลตหมื่นบาทให้คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เหตุผลสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ใช้ภาย 6 เดือน ในรัศมี 4 กิโลเมตร นั่นคือการผลักประเทศไปข้างหน้า และใช้ระบบที่เป็นรัฐบาลที่จะโปร่งใสด้วยระบบดิจิทัล การคอร์รัปชั่นจะลดน้อยลง เพราะท่านสามารถตรวจสอบได้ว่าใบอนุญาตต่าง ๆ ได้รับการอนุมัติหรือไม่ เพราะอะไร และเชื่อว่าเราจะสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคั่งและมั่นคง ที่เท่าเทียม ที่เป็นธรรม เราจะสร้างอนาคต และเราจะปิดสวิตช์ ส.ว.” นพ.พรหมินทร์กล่าว

นพ.พรหมินทร์ตอบคำถามว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล เราจะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือนายชัยเกษม นิติสิริ

“เราเสนอผู้มีความสามารถ 3 คนที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการผลักดันประเทศให้เป็นสัญลักษณ์ ว่าพรรคการเมืองของเราคือพรรคที่ไม่ได้มาด้วยบุคคล แต่มาด้วยองค์ประกอบสำคัญของคนทุกวัย องค์ประกอบ 3 คนคือหนึ่งเดียว”

– นายเศรษฐาคือองค์ประกอบของผู้ที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจในการแก้ปัญหา เพราะปัญหาของประเทศวันนี้คือเศรษฐกิจที่ต้องโตขึ้น

– น.ส.แพทองธารคือตัวเชื่อมระหว่างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจถึงนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนได้อย่างลึกซึ้ง

– นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่อยู่ในระบบของความยุติธรรมมาโดยตลอด แม้กระทั่งวันที่ถูกรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ท่านก็เป็นตัวแทนของรัฐบาลที่ตอบว่าเราไม่ลาออก เพราะไม่มีกฎหมายให้ลาออก จึงเป็นคำตอบที่ทำให้โดนยึดอำนาจไป

“แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของเรา คนใดคนหนึ่งสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งหมด แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราทำเป็นคณะ” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยกล่าว

ส่วนคำถาม นพ.พรหมินทร์ขึ้นเวทีดีเบตแทนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยมาหลายครั้ง หมายความว่าสิ่งที่ถ่ายทอดเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่แคนดิเดตตัวจริงจะพูดและจะทำในอนาคตใช่หรือไม่ และจะเป็นอย่างไรถ้าเขาไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่ นพ.พรหมินทร์พูด

“พรรคของเราหัวใจคือประชาชน ปัจจัยสำคัญที่เราชนะการเลือกตั้งทุกครั้งคือ เรามี ส.ส.ที่อยู่ข้างประชาชน รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อนำมาแก้ปัญหาและประกอบเป็นนโยบาย รวมถึงเรามีคณะบริหารที่มีตัวแทนที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน แต่แท้จริงแล้วเราเป็นคณะใหญ่ กว่าจะมาเป็นนโยบายไม่ใช่แค่ตนคนเดียว แต่มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน นักวิชาการต่าง ๆ มาระดมสมองกันกว่า 10 คณะ”

“ยืนยันว่าเราทำงานเป็นกระบวนการ คนเหล่านี้ต่างหากที่จะประกอบเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง แก้ปัญหาประชาชนด้วย 3 ประการ ฉะนั้น ตนพูดอะไรก็พูดเหมือนกันทุกคน แค่นี้ข้อพิสูจน์เกิดขึ้นแล้ว บางครั้งตน น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา พูดเหมือนกัน 3 เวทีโดยไม่ได้นัดหมาย สรุปว่าเราพูดจากสิ่งที่เราเห็นและทำร่วมกัน” นพ.พรหมินทร์กล่าว